การประหยัดพลังงานไฟฟ้าถือเป็นสิ่งที่หลายบริษัท หรือองค์กร ให้ความสำคัญอย่างมาก การมองหาเครื่องมือที่จะช่วยลดการใช้พลังงานงานไฟฟ้าอย่างการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์จึงเป็นที่นิยมในบริษัทหรือโรงงาน อุตสาหกรรมอย่างมาก สิ่งสำคัญคืออุปกรณ์อย่าง Power Optimizer ในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ก็จำเป็นไม่แพ้กัน ซึ่งจะมีการทำงานอย่างไร มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจ ทำความรู้จักกับ Power Optimizer ได้ในบทความนี้
Power Optimizer คืออะไรและทำงานอย่างไร
Power Optimizer คืออุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ให้แต่ละแผงโซล่าร์เซลล์สามารถผลิตพลังงานออกมาได้อย่างสูงสุดโดยอิสระ ด้วยการมี MPPT (Maximum Power Point Tracking) Built-in อยู่ใน Power Optimizer เอง แตกต่างจากระบบโซล่าร์ที่ใช้สตริงอินเวอร์เตอร์ ที่แต่ละ 20 แผงจะถูกควบคุมด้วย MPPT เพียงตัวเดียว ซึ่ง Built-in อยู่ในตัวอินเวอร์เตอร์ เมื่อ 20 แผงใช้ MPPT ร่วมกัน ทุกแผงจะผลิตไฟฟ้าตามแผงที่ให้กำลังต่ำที่สุดเท่านั้น ทำให้ผลิตพลังงานได้น้อยกว่า ปัจจัยที่ทำให้แผงผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็มที่มีอยู่มากมาย เช่น การผลิตออกมาจากโรงงาน ซึ่งแต่ละแผงเองก็ผลิตพลังงานได้ไม่เท่ากันโดยต่างกันอยู่ 5-10% ในการขนส่งแผงก็มีโอกาสเกิดการแตกภายในที่มองไม่เห็น การวางแผงก็มีส่วนที่ทำให้เกิดเงาบังบ้าง แต่ละแผงอาจอยู่ต่างทิศทาง หรืออยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงกว่าแผงอื่น เมื่อใช้งานไปสักพัก จึงเป็นธรรมดาที่จะมีฝุ่นหรือมูลนก ก็จะทำให้ผลิตไฟได้น้อยกว่าแผงอื่น ที่เราคิดไม่ถึงอีกอย่างคือ การ Degrade ของแผงที่ไม่เท่ากันเป็นการสูญเสียพลังงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ Power Optimizer จึงเป็นอุปกรณ์อัจริยะที่เข้ามาลดการสูญเสียเหล่านี้ได้ในระยะยาว
ประโยชน์ของ Power Optimizer
ประโยชน์ของการติดตั้ง Power Optimizer มีอะไรบ้าง สามารถช่วยแก้ปัญหาในเรื่องใดบ้าง
1.แก้ปัญหาการติดตั้งที่ซับซ้อน
ทิศใต้เป็นทิศที่รับแสงอาทิตย์ได้ดีที่สุด ทิศทางของหลังคาบ้านพักอาศัย ถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงาม ซึ่งอาจหันไปหลายทิศทาง การวางแผงโซล่าร์ในทิศทางที่ต่างกัน แต่ละทิศก็จะให้พลังงานมากน้อยต่างกันไป หากเป็นอินเวอร์เตอร์ธรรมดา แผงทั้งหมดบนหลังคาก็อาจผลิตได้ตามแผงที่อยู่ในทิศทางที่รับแสงน้อยที่สุด เทคโนโลยีของ SolarEdge พัฒนามาเพื่อดึงพลังงานจากการวางแผงโซล่าร์ในหลาย ๆ ทิศด้วยการติดตั้ง Power Optimizer ที่หลังแผงโซล่าร์เซลล์ทุกแผง แต่ละแผงก็จะไม่ลดประสิทธิภาพจากทิศที่ให้พลังงานน้อยนั่นเอง
2.แก้ปัญหาเรื่องเงา
อาจเป็นเรื่องยากในการเลี่ยงเงาบังจากตึกสูงที่อยู่ใกล้บริเวณอาคารของเรา หรือเงาจากหลังคาบ้านที่ซับซ้อนของเราเอง ซึ่งเงาที่เกิดขึ้นบนแผงอาจเป็นเงาที่เกิดบางส่วนของบางแผง หรือเป็นเงาที่เกิดเพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น ไม่ว่าการวางแผงกลุ่มนั้นจะอยู่บนทิศเดียวกันหรือไม่ก็ดี การใช้ Power Optimizer จะสามารถช่วยลดความสูญเสียเหล่านี้ ให้แผงที่ไม่โดนเงาบังผลิตพลังงานได้ดี ได้ผลผลิตเต็มที่
3.ช่วย Monitoring การทำงานได้ทุกแผง
อีกข้อดีของ Power Optimizer คือการเก็บข้อมูลการผลิตจากแผงโซล่าร์เซลล์ และข้อมูลปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ ซึ่งจะส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังอินเวอร์เตอร์แบบเรียลไทม์อยู่ตลอดเวลา และอินเวอร์เตอร์เองจะส่งข้อมูลไปแสดงในแพลตฟอร์ม Monitoring และถูกจัดเก็บไว้ในคลาวด์ ผู้ใช้จะสามารถดูข้อมูลการผลิตแบบเรียลไทม์และดูย้อนหลังได้ตลอดเวลา รวมทั้งหากในระบบมีปัญหาเกิดขึ้นที่จุดใด ก็จะสามารถ Troubleshoot ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
4.มีฟังก์ชั่นความปลอดภัยที่ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ
Power Optimizer สื่อสารกับอินเวอร์เตอร์ด้วยการส่งสัญญาญในสายไฟในตัวมันเองได้อย่างเสถียร ไม่ต้องมีการเดินสายไฟเพิ่มเติม ในเหตุต่าง ๆ ทางไฟฟ้า Power Optimizer สามารถส่งสัญญาณให้อินเวอร์เตอร์ดับและแจ้งเตือนในแพลตฟอร์ม Monitoring ได้ ส่วนตัวมันเองจะเข้าสู่โหมดตัดไฟตั้งแต่หลังแผงโซล่าร์ เพื่อขจัดความเสี่ยงภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ ไฟช็อต ไฟรั่ว

แนวทางการเลือกใช้เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ให้เหมาะกับธุรกิจ
หลายองค์กรธุรกิจก็ต้องการที่จะลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของการใช้พลังงานทั้งนั้น แต่ควรพิจารณาก่อนว่าการเลือกเทคโนโลยีควรต้องเลือกอย่างไร เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานได้มากที่สุด
1.ผู้ผลิตมีความน่าเชื่อถือ
อุปกรณ์ที่ใช้ในระยะยาวคู่ไปกับระบบโซล่าร์ ควรเลือกผู้ผลิตที่มีความมั่นคง เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และทุ่มทุนไปกับการวิจัยพัฒนา เพื่อมั่นใจว่าได้ซื้อสินค้าที่ดีที่สุดและมีการรองรับการรับประกันตามอายุที่ระบุ
2.ได้มาตรฐานโลก
ความปลอดภัย ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่หากผ่านการทดสอบและได้ใบรับรองจากแหล่งทดสอบที่ได้มาตรฐานโลก ก็จะอุ่นใจได้ว่า ความปลอดภัยนั้นเป็นที่ยอมรับและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินตามที่กล่าวไว้ เช่น SolarEdge มีฟังก์ชั่นความปลอดภัย AFCI ที่ได้ UL1699B, Rapid Shutdown ที่ได้ UL3741 และอีกมากมาย เนื่องจาก SolarEdge ผลิตเพื่อตอบโจทย์ตลาดทั่วโลก
3.มีผลงานมามากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
Power Optimizer ของ SolarEdge ถูกจำหน่ายพร้อมอินเวอร์เตอร์ไปมากกว่า 107 ล้านเครื่องทั่วโลก ในไทยเองมีการติดตั้ง Power Optimizer มากกว่า 3,000 ไซต์
4.มีบริการหลังการขายที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มากมาย
สินค้าเทคโนโลยีสูง หากขาดการดูแลที่ดี ก็ไม่ตอบโจทย์ด้านการลงทุน จึงควรศึกษาให้รอบด้าน ผู้ผลิตที่มีระบบการดูแลหลังการขายที่ดีจึงเป็นที่น่าใว้วางใจในการเลือกใช้งาน
5.มีการรับประกันยาวนาน
อินเวอร์เตอร์ในตลาดมีมาตรฐานการรับประกันเริ่มต้นที่ 5 ปี หากคาดหวังผลตอบแทนจากระบบ 25 ปี อาจต้องเผื่อค่าอินเวอร์เตอร์ระหว่างการใช้งาน SolarEdge ให้การรับประกันอินเวอร์เตอร์เริ่มต้นที่ 12 ปี ให้ซื้อประกันเพิ่มได้ถึง 20 ปี ส่วน Power Optimizer รับประกัน 25 ปี ยาวนานที่สุดในตลาด

สรุป สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการเลือกอุปกรณ์ในระบบโซล่าร์
การเลือกใช้อุปกรณ์ในระบบโซล่าร์ที่หวังผลตอบแทนในระยะยาว ควรคำนึงถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ผู้ผลิตมีความมั่นคง ดูแลทั้งก่อนและหลังการขายอย่างเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ยาวนานในประเทศไทย อินเวอร์เตอร์เป็นหัวใจสำคัญของระบบ Power Optimizer เองก็เป็นเทคโลยีที่สมควรเลือกใช้ในทุกบ้านเรือนและธุรกิจ อีกทั้งควรศึกษาและขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัทผู้ติดตั้งเกี่ยวกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้คุ้มค่ากับการติดตั้งมากที่สุด