ความเข้มข้นของศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐฯ ยิ่งทวีคูณ เมื่อหลายคนต่างประกาศแสดงตัวลงเลือกตั้งเข้าชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศในการเลือกตั้งปลายปีหน้า นับตั้งแต่ “คริส คริสตี” วัย 60 ปี ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ 2 สมัย ที่ออกมาประกาศเปิดตัวเข้าชิงตำแหน่งครั้งที่สองเมื่อต้นเดือนมิถุนายน โดย คริสตี ยังเชื่อว่ารองประธานาธิบดี แฮร์ริส เป็น “ปัญหา” สำหรับ ไบเดน และจะบั่นทอนโอกาสในการได้รับเลือกใหม่ รวมถึง ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดี จากพรรครีพับลิกัน สมัยเดียวกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ด้วย

ก่อนหน้านี้ คริสตี เป็นคนแรกๆในบรรดาผู้เข้าแข่งขันที่ได้ออกมาประกาศสนับสนุน “โดนัลด์ ทรัมป์” แต่หลังจากที่ ทรัมป์ แพ้ศึกเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.2021 แต่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ก็ปรากฏว่า ทั้งคู่ต่างหันหลังแยกทางชนิดทางใครทางมันไปเลย โดยหลังลงสมัครแข่งขันเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี “คริสตี” ก็ยังให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น อีกว่า “คนอเมริกันผู้ที่มีสิทธิมีเสียงควรจะวิเคราะห์และเล็งเห็นถึงพฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าเป็นคนที่ขาดความรับผิดชอบ”

และ“คริสตี” ยังประกาศอีกว่า “ข้าพเจ้าพร้อม และเต็มใจที่จะกล่าวโจมตีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แม้จะเคยเป็นเพื่อนเก่ากันก็ตาม “โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เหมาะสมที่จะกลับไปทำเนียบขาวอีกต่อไป สืบเนื่องจากการที่เข้าไปอยู่เบื้องหลังยุยงชักใยให้ฝูงชนเข้าไปโจมตีรัฐสภานั่นเอง”

นอกจากนี้สื่อท้องถิ่นในสหรัฐฯ มีรายงานว่า “ไมค์ เพนซ์” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 63 ปี ประกาศลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2567 นี้ด้วยเช่นกัน และ “ไมค์ เพนซ์” อาจเป็นคู่แข่งอีกคนของ “ทรัมป์” ที่เพิ่มขึ้นในการชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกัน เพื่อชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ หลังจากที่ รอน ดีแซนทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา วัย 44 ปี เพิ่งจะเปิดตัวลงชิงชัยในสนามก่อนหน้าราว1สัปดาห์

สำหรบ “เพนซ์” ที่เคยทำงานเคียงคู่ ทรัมป์ มาตลอด 4 ปีเต็ม ระหว่างดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี แต่แตกคอกัน หลังเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค.2564 ด้านทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศตัวไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะลงแข่งขันชิงตำแหน่งอีกครั้ง ขณะที่ผลสำรวจพบว่า ทรัมป์ยังคงมีคะแนนนำผู้สมัครคนอื่นๆในการคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันเพื่อการสู้ศึกครั้งนี้

การลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ของ “ทรัมป์” ครั้งนี้ถือเป็นนัดล้างตา จากที่แพ้การเลือกตั้ง 2563 ต่อ “ไบเดน” ซึ่ง “ทรัมป์” ปฏิเสธความพ่ายแพ้นั้นมาโดยตลอด โดยอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามโกงการเลือกตั้ง

แม้ “โจ ไบเดน” จะเคยชนะ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประจำ 2563 แต่ปัจจุบัน ในขณะที่ รีพับลิกัน ดูจะมีหลายคน เป็นตัวเลือก แต่ทางด้านของ เดโมแครต ยังมองไม่เห็นใครนอกจาก “โจ ไบเดน” ผู้นำคนปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดประเด็นเรื่องอายุของผู้นำที่อาวุโสที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ อย่าง “โจ ไบเดน” ก็ตกเป็นเป้าในกระแสให้วิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง

แม้คนส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นและคาดการณ์ว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ.2024 ที่จะถึงนี้ “โจ ไบเดน” เป็นตัวเก็งที่มีแต้มเป็นต่อ และมีโอกาสจะได้รับเลือกอีกหนึ่งสมัย

และจากรายงานความคิดเห็นของ New York Times ที่ตีพิมพ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คริสตี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกังวลเกี่ยวกับอายุในที่ทำงานของ ไบเดน ในวัย 80 ปี ซึ่งนับเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากมีการร้องเรียนในเรื่อง อายุและสุขภาพจิตของเขา ปัจจุบัน ไบเดน ในวัย 80 ปี ถือเป็นผู้นำสหรัฐที่มีอายุมากที่สุดขณะดำรงตำแหน่ง และหากเขาชนะการเลือกตั้งปีหน้า จะอยู่ในตำแหน่งอีก 4 ปี โดยสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2ตอนอายุ 86 ปี

เมื่อเร็วๆนี้ หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองของพรรครีพับลิกัน อย่าง “จอห์น โบห์เนอร์” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ช่องซีบีเอส ว่า “ถึงเวลาแล้วที่พรรครีพับลิกันจะต้องเดินหน้าต่อไป และข้าพเจ้าขอเปิดใจพูดตรงๆเลยว่า พวกเราในพรรคควรจะถอยห่างออกจากอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ เสียที ” และสังเกตุได้ว่า“จอห์น โบห์เนอร์” ได้ผันตัวถอยห่างออกจาก “ทรัมป์” ตั้งแต่เหตุการณ์ผู้ชุมนุมบุกโจมตีรัฐสภาของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

ผลพวงจากผลการเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐฯ ทั้งทิศทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกของสหรัฐฯตลอดจนนโยบายต่อโลกของสหรัฐใกล้จะปรากฏหลังเดือน พ.ย.2024นี้ ตัวแปรสำคัญคือผลการเลือกตั้งและตัวประธานาธิบดีคนใหม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน