ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ตรวจสอบ ตลอดจนการให้บริการในด้านต่างๆ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน หน่วยงานหลักที่กำกับดูแลกิจการปิโตรเลียม จึงได้ดำเนินโครงการ“ระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการประกอบกิจการปิโตรเลียม” ซึ่งนอกจากจะจะช่วยให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติสามารถติดตามตรวจสอบกิจการปิโตรเลียมแบบเรียลไทม์แล้ว ยังสามารถคำนวนอัตราค่าภาคหลวงปิโตรเลียมได้ทันทีแบบไม่ขาดไม่เกิน ช่วยให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง

สำหรับการกำกับดูแลกิจการปิโตรเลียมในช่วงก่อนใช้ระบบดิจิทัลนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการตรวจสอบการผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียมของบริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียม ผ่านการรับแจ้งข้อมูลทางอีเมล์และการลงพื้นที่ตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ของกรมฯ เช่น ข้อมูลปริมาณการผลิตและการจำหน่ายปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หรือ คอนเดนเสท ของแต่ละวันจากแหล่งผลิตทั่วประเทศจะถูกทยอยส่งเข้ามาที่อีเมล์ของกรมฯ ภายในเวลาก่อนเที่ยงคืนของแต่ละวัน จากนั้นในวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ของกรมฯ จึงตรวจสอบและนำเข้าข้อมูลต่างๆ เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของกรมฯ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาพอสมควร ในขณะที่หากนำระบบดิจิทัลมาใช้ ทางบริษัทฯ จะสามารถคีย์ข้อมูลต่างๆ เข้ามาในระบบ และเจ้าหน้าที่ของกรมฯ สามารถตรวจสอบรถขนส่งน้ำมันผ่านระบบกล้องวงจรปิดได้ในเวลาเดียวกันแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ ประเทศไทยก็มีแหล่งผลิตปิโตรเลียมใหม่เกิดขึ้นทั้งในแบบสัมปทานและสัญญาแบ่งปันผลผลิต ทำให้มีข้อมูลที่ต้องตรวจสอบมากขึ้น และมีแหล่งผลิตที่เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ต้องลงพื้นที่เดินทางไปตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่จำนวนเจ้าหน้าที่ของกรมฯ มีเท่าเดิม นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการติดตามตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว เพื่อช่วยลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและลงพื้นที่ตรวจสอบ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพ และเกิดความโปร่งใส น่าเชื่อถือ มากยิ่งขึ้น เพราะมีกล้องวงจรปิดจับภาพที่มอนิเตอร์จุดโหลดน้ำมันก่อนการขนส่งเพื่อตรวจสอบปริมาณการจำหน่าย แบบเรียลไทม์ผ่านกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ภายในพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมในการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯ สามารถตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ไปพร้อมกับข้อมูลที่ทางบริษัทฯ ส่งผ่านระบบดิจิทัลเข้ามา ซึ่งในส่วนนี้จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะเจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะสามารถคำนวนอัตราค่าภาคหลวงปิโตรเลียมได้ทันทีแบบไม่ขาดไม่เกิน ช่วยให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง

การนำระบบดิจิทัลมาใช้ได้เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 โดยครอบคลุมแหล่งผลิตปิโตรเลียมบนบกทุกแหล่ง ส่วนแหล่งผลิตปิโตรเลียมในทะเลนั้น จะอยู่ในแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปนับจากนี้ เนื่องจากพื้นที่ตั้งแหล่งผลิตในทะเลมีข้อจำกัดเรื่องปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น สัญญาณ Internet และระบบสื่อสาร ที่อาจส่งผลต่อการรายงานผลการตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติคาดว่าจะสามารถใช้ระบบดิจิทัลในการกำกับดูแลการประกอบกิจการปิโตรเลียมทั่วประเทศทั้งแหล่งบนบกและในทะเลได้ภายในปี 2567

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน