ภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตใหม่’ คุณทำได้ Ajourney to The Healthier Life พร้อมเปิดตัวปฏิทินปี 2567 กับชีวิตใหม่ของตัวแทนผู้ป่วยโรคอ้วน 9 ราย เพื่อสร้างความตระหนักรู้โรคอ้วนป้องกันและรักษาได้

ทุกวันนี้ ‘โรคอ้วน’ ถือเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทาง สังคมและเศรษฐกิจทั่วโลก จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าปีพ.ศ.2559 ผู้ใหญ่มากกว่า 1.9 พันล้านคนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไปมีน้ำหนักเกินปัจจุบันโรคอ้วนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในเด็กและผู้ใหญ่จากผลการสำรวจ สถานการณ์เด็กและสตรี (MICS) ในปี 2562 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นจาก 8.8% ในปี 2561 เพิ่มเป็น 9.2% ในปี 2562 ส่วนเด็กอายุ 6-14 ปี จากฐานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข พบเด็กมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน เพิ่มขึ้นจาก 11.7% ในปี 2561 เพิ่มเป็น 12.4% ในปี 2564 ส่วนวัยผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มอ้วนมากขึ้น จากคลังข้อมูลสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข (HDC) พบว่าเป็นโรคอ้วนหรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กก./ตร.ม. มากถึง 45.6% ในปี 2563 และเพิ่มเป็น 46.2% ในปี 2564 และ 46.6% ในปี 2565

ศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ศัลยแพทย์โรคอ้วน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ‘ศูนย์ รักษ์พุง’ หรือโครงการจัดตั้งศูนย์บำบัดรักษาและป้องกันโรคอ้วนและโรคเมตาโบลิคแบบครบวงจร จึงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดส่องกล้อง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อ รองรับจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมกับทีมแพทย์และสหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอีก 9 สาขา เนื่องด้วย ‘โรคอ้วน’ เป็นโรคที่ต้องทำการรักษา เพราะจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และสังคม ซึ่งการรักษาโรคอ้วนจะทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ตลอดกว่า 15 ปี ‘ศูนย์รักษ์พุง’ รักษาผู้ป่วยโรคอ้วนมานับหมื่นราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อ้วนมาตั้งแต่วัยเด็ก และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เคลื่อนไหวได้ไม่คล่องตัว หายใจลำบาก เหนื่อยหอบง่าย เนื่องจากผู้ป่วยจะมีขนาดอวัยวะที่ใหญ่ขึ้น และมีสรีระและระบบต่างๆ ของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงยังมีโรคร่วมมากกว่าหนึ่งโรคด้วย จึงจำเป็นต้องอาศัยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางพิเศษหลากหลายสาขาร่วมกันทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ มีการใช้เทค โนโลยีและการรักษาที่ทันสมัย เพื่อยกระดับและพัฒนาการดูแลรักษา ให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจและมีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อผลการรักษาที่ดีสำหรับผู้ป่วย ที่สำคัญเพื่อก้าวสู่ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลรักษาและบริการผู้ป่วยโรคอ้วนและเมตาโบลิคแบบองค์รวม ที่พร้อมให้บริการในระดับมาตรฐานสากลทั้งในประเทศ และระดับโลก

โรคอ้วน (Obesity) เป็นภาวะที่จัดเป็นโรคเรื้อรังอย่างหนึ่ง และเป็นภาวะที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคร่วมต่างๆ

อาทิ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะปอด

ทำงานผิดปกติ หลอดเลือดสมองขาดเลือด ข้อเข่าเสื่อม โรคถุงน้ำดี โรคไขมันคั่งสะสมในตับ และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้

เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งควรสังเกตจากน้ำหนักตัวที่มากกว่าปกติ หรือคำนวณด้วยค่าดัชนีมวลกาย BMI (Body massindex) โดยคิดได้จากน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 80 กิโลกรัม ส่วนสูง 160 เซนติเมตร หรือ 1.60 เมตร คำนวนค่า BMI = 80 / (1.60 x 1.60) เท่ากับ 31.25 กก./ตร.ม. เป็นต้น

‘ภาวะน้ำหนักเกิน’ และ ‘โรคอ้วน’ หมายถึงการสะสมไขมันที่ผิดปกติหรือมากเกินไปซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยดัชนีมวลกาย (BMI) ที่มากกว่า 25 กก./ตร.ม. ถือว่ามีภาวะน้ำหนักเกิน และมากกว่า 30 กก./ตร.ม. ถือว่ามี โรคอ้วน ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ทั้งนี้ โรคอ้วนควรป้องกันตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก เพราะโรคอ้วนในเด็กจะส่งผล เช่น ขาโก่ง นอนกรน ระบบหายใจ หัวใจ พัฒนาการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค NCDs ในวัยผู้ใหญ่ ที่สำคัญยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคเรื้อรังหลายชนิด ซึ่งข้อมูลของ WHO ยืนยันว่าโรคอ้วนในวัยเด็กนั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคอ้วนในวัยผู้ใหญ่ รวมถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและภาวะทุพพลภาพ

ผศ.(พิเศษ) พญ.พัชญา บุญชยาอนันต์ สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากา ชาดไทย กล่าวถึงแนวทางการรักษาในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี อาทิ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรักษาโดยการใช้ยา การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร และการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยโรคอ้วนแต่ละรายควรได้รับการรักษาตามระดับความรุนแรงของโรคโดยจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตหากไม่ได้ผลจึงมีการใช้ยาร่วมด้วย ปัจจุบันยาในการรักษาโรคอ้วนมีวิวัฒนาการในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ยาในกลุ่ม GLP-1 analogues ในรูปแบบปากกาฉีดที่สามารถใช้ในการลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนได้ทั้งนี้ผู้ป่วยบางรายอาจต้องพิจารณา การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักซึ่งการผ่าตัดมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ 1. การผ่าตัดลดกระเพาะอาหาร และ 2. การผ่าตัดบายพาส ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินร่วมกับแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ป่วยและผู้ดูแล และคำนึงถึงภาวะโรคอ้วนและโรคต่างๆ ของผู้ป่วยร่วมด้วย โดยแพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดเมื่อ ผู้ป่วยโรคอ้วนมีค่า BMI ตั้งแต่ 32.5 กก./ตร.ม. เป็นต้นไป และมีโรคร่วมที่เป็นภาวะแทรกซ้อน หรือผู้ป่วยที่มีค่า BMI มากกว่า 37.5 กก./ตร.ม.

ผู้ป่วยหลายรายเคยพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีต่างๆ มาแล้ว มีทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ออกกำลังกาย แต่อาจไม่เพียงพอต่อการรักษาโรคอ้วน ดังนั้นผู้ป่วยที่มีเกณฑ์ในการรักษาด้วยการผ่าตัดจะได้รับการเตรียมการอย่างถี่ถ้วนเพื่อ เข้ารับการผ่าตัด ซึ่งพบว่าผู้ป่วยสามารถควบคุมน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาวได้ นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำหนักที่ลดลงยังช่วยให้การรักษาโรค ร่วมได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ลดอัตราการใช้ยาในการรักษาโรคหัวใจ ไขมัน และเบาหวาน โดยพบว่าสามารถรักษาผู้ป่วยเบา หวานได้หายขาดสูงถึง 80% ของผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้รับการผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน น้อยกว่า 10 ปี มีอัตราการหายขาดสูงเกือบ 100% นอกจากนี้ ยังลดอาการของโรคกระดูกและข้อ รวมถึงทำให้โรคนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea) ดีขึ้น ที่สำคัญผลของการลดน้ำหนักยังทำให้ภาวะทางสุขภาพจิตและการเข้าสังคมของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านผู้ป่วยโรคอ้วน นายสามารถ เจริญสุข เล่าให้ฟังว่าได้ตัดสินใจรักษาที่ศูนย์รักษ์พุง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยวิธีการผ่าตัดลดกระเพาะอาหาร ตั้งแต่ปี 2554 ด้วยน้ำหนักตัวอยู่ที่ 203 กิโลกรัม ขณะนั้นมีทั้งโรคความดัน หัวใจเต้นผิดปกติ ออกซิเจนในเลือดต่ำ หยุดหายใจขณะหลับและเคยหลับขณะขับรถ โดยทีมแพทย์ได้มีการเตรียมความพร้อมของร่างกายและควบคุมความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ก่อนเข้ารับการผ่าตัด โดยใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน หลังจากผ่าตัดลดกระเพาะในปีแรก น้ำหนักเคยลดลงมาอยู่ที่ 95 กิโลกรัม และปัจจุบันอยู่ที่ 103 กิโลกรัม ตลอดการรักษามากว่า 11 ปี ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ไม่ถูกบูลลี่เหมือนแต่ก่อน สภาพร่างกายและสภาพจิตใจดีขึ้นมาก รู้สึกไม่เป็นภาระของภรรยา เดินไม่หอบเหนื่อย สามารถเดินขึ้นเขาได้ ส่วนโรคภัยต่างๆ ก็ดีขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันเหลือ เพียงอาการกรดไหลย้อน นับตั้งแต่การรักษาผู้ป่วยจะหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งว่ายน้ำ ยกน้ำหนัก และควบคุม การบริโภคร่วมด้วย ทำให้ทุกวันนี้เหมือนได้กลับมาชีวิตใหม่ที่มีความสุขอีกครั้ง

ขณะที่นายอนันตชัย คงจันทร์ ผู้ป่วยอีกรายเล่าให้ฟังว่า ผมโชคดีที่รู้จักศูนย์รักษ์พุงและตัดสินใจเข้ารักษาโรค อ้วนทันที ตั้งแต่ยังไม่มีโรคอื่นร่วมด้วย โดยสมัยเรียนเมืองนอกเคยลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักสำเร็จมาแล้ว โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี จากน้ำหนัก 120 กิโลกรัม ลงมาเหลือ 80 กิโลกรัม แต่พอกลับมาเมืองไทยน้ำหนักเริ่มขึ้นจึงลดด้วยการใช้ยาลดน้ำหนัก ซึ่งเมื่อก่อนยาลดน้ำหนักชนิดเม็ดรับประทานนั้นมีผลข้างเคียงทำให้อารมณ์แปรปรวน จึงต้องหยุดยาและน้ำหนักก็เพิ่ม ขึ้นมาเป็น 100 กว่ากิโลกรัม ซึ่งขณะนั้นปี 2554 มีเพื่อนแนะนำว่ามีวิธีการเย็บกระเพาะอาหาร และได้คำแนะนำให้มารักษากับอาจารย์สุเทพที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตอนนั้นน้ำหนักอยู่ที่ 123 กิโลกรัม อาจารย์สุเทพแนะนำด้วยวิธีผ่าตัดบาย พาส หลังจากรักษาประมาณ 1-2 เดือน น้ำหนักลดลง 50 กิโลกรัม ซึ่งในช่วงแรกๆ ต้องมีการปรับตัวเพราะกระเพาะถูกจำกัดลงอย่างมาก มีอาการ อาเจียนบ้าง ทุกวันนี้น้ำหนักคงที่ 75-77 กิโลกรัม มาตั้งแต่ปี 2554 รวม 12 ปีแล้ว โดยทุกๆ เช้าจะต้องชั่งน้ำหนักจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ทำให้สามารถ ควบคุมปริมาณอาหารและออกกำลังกายได้อย่างพอเหมาะ ซึ่งผมมีเทรนเนอร์คอยดูแลด้วย ส่วนใหญ่จะวิ่งและว่ายน้ำเป็นประจำ ทุกวันนี้ทำให้ผมมีวินัยในการใช้ชีวิตและได้ร่างกายที่แข็งแรงกลับมาอีกครั้ง

ปิดท้ายด้วยคุณกรกมล บุนนาค ซึ่งเป็นคนไข้ของอาจารย์สุเทพมาก่อนหน้านี้ ที่ผ่านมาเคยรักษาโรคไทรอยด์ และกำลังจะเข้ารับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี โดยอาจารย์สุเทพให้คำปรึกษาแนะนำว่ามีโรคประจำตัวเยอะ จึงอยากให้รักษาโรคอ้วนด้วย ซึ่งขณะนั้นน้ำหนักตัวอยู่ที่ 119 กิโลกรัม และมีโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค ทั้งความดันโลหิตสูง สูงเกิน 200 มม.ปรอท ส่วนคอเลสเตอรอล และค่าไตรกลีเซอไรด์ ก็สูงเกือบ 300 มิลลิกรัม/เดซิลิตร พอเดินขึ้นบันไดนิดเดียวก็หอบ แล้ว หลังจากที่ได้รักษาโรคอ้วนเมื่อปี 2562 ด้วยการผ่าตัดกระเพาะให้เล็กลง น้ำหนักก็เริ่มลดลงมาเรื่อยๆ ปัจจุบันผ่านมา 4 ปี น้ำหนักอยู่ที่ 59 – 60 กิโลกรัม ทำให้โรคเรื้อรังอื่นๆ ก็ดีขึ้นตามไปด้วย ปัจจุบันไม่ต้องทานยาความดันแล้ว ส่วนค่าไตรกลีเซอไรด์ และ คอเลสเตอรอล ก็กลับมาเป็นปกติทุกตัว รวมถึงสภาพจิตใจก็ดีขึ้นด้วย แต่ก่อนจะมีภาวะหงุดหงิดร่วมด้วย ทุกวันนี้ดีใจที่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ

ศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ กล่าวเสริมว่า ในปีนี้ ศูนย์รักษ์พุง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มุ่งมั่นที่จะร่วมเป็น ส่วนหนึ่งในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ป่วยโรคอ้วนและผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน ว่าโรคดังกล่าวสามารถป้อง กันและรักษาได้ โดยได้เชิญชวนให้ตัวแทนผู้ป่วยรวม 9 ราย ที่เคยรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตใหม่’ คุณทำได้ A Journey to The Healthier Life มาร่วมถ่ายทำปฏิทิน New Year New Life เพื่อร่วมเป็นแรงบันดาลใจและสร้างความหวังให้กับผู้ป่วยโรคอ้วนรายอื่นๆ กลับมามีชีวิตที่สดใส ปราศจากโรคภัยอีกครั้ง ซึ่งปฏิทินปี 2567 นี้ จะถูกแจกจ่ายไปยังหน่วยงานต่างๆ

ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม หรือข้าราชการ สามารถใช้สิทธิในการรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดผ่าน กล้องส่อง (LaparoscopicBariatricSurgery) ได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์รักษ์พุง โทร.022564000 ต่อ 71205 ทุกวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 8.30 – 15.30 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ)

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน