กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) แถลง GDP ภาคสหกรณ์ไทยปี 2566 ขยายตัวได้ 5.36% มีการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านระบบสหกรณ์มูลค่ากว่า 2.27 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 12.75% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ส่วนใหญ่เป็นการให้สินเชื่อภาคสหกรณ์สูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท มีสมาชิกภาคสหกรณ์กว่า 11.9 ล้านคน ในปี 2567 คาดการณ์จะมีการดำเนินธุรกิจผ่านภาคสหกรณ์ อย่างต่อเนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันเกษตรกร
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปรายงานภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ประจำปี 2566 จากข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ผู้สอบบัญชีได้แสดงความเห็นต่องบการเงินแล้วกว่า 9,000 แห่ง ประกอบด้วยสหกรณ์ภาคเกษตร (การเกษตร ประมง นิคม) จำนวน 3,055 แห่ง สหกรณ์นอกภาคการเกษตร (ร้านค้า บริการ ออมทรัพย์ เครดิต ยูเนี่ยน) จำนวน 2,802 แห่ง และกลุ่มเกษตรกร 3,345 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2566) เพื่อเป็นข้อมูลให้สหกรณ์และผู้รับบริการ ได้ทราบภาพรวมภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทย ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ในการวางแผนพัฒนา การดำเนินงาน ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ภาพรวมปี 2566 สหกรณ์มีการบริหารงานภายใต้ทุนดำเนินงาน ทั้งสิ้น 3.90 ล้านล้านบาท มีสมาชิกทั้งสิ้น 11.90 ล้านคน สร้างมูลค่าธุรกิจทั้งสิ้น 2.27 ล้านล้านบาท ผลการดำเนินงานมีกำไรสุทธิ 1.08 แสนล้านบาท สหกรณ์จึงถือเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
โครงสร้างทางการเงินภาคสหกรณ์
สหกรณ์บริหารงานภายใต้ทุนดำเนินงานในปี 2566 จำนวน 3.90 ล้านล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตถึง 4.16 ล้านบาท ในปี 2567 โดยเงินทุนของสหกรณ์ส่วนใหญ่มาจากแหล่งเงินทุนภายในของสหกรณ์เอง ประกอบด้วยทุนของสหกรณ์ 1.74 ล้านล้านบาท คิดเป็น 44.56% รองลงมาเป็นเงินรับฝากจากสมาชิก 1.55 ล้านล้านบาท คิดเป็น 39.93% ที่เหลือมาจากแหล่งเงินทุนภายนอก ได้แก่ เงินกู้ยืม เงินรับฝากจากสหกรณ์อื่น หรือหนี้สินอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างเงินทุนของภาคสหกรณ์ไทย ส่วนใหญ่มาจากสมาชิกของสหกรณ์เป็นหลัก ส่วนด้านการใช้เงินทุนสหกรณ์นำเงินไปให้สินเชื่อแก่สมาชิก เป็นส่วนใหญ่ จำนวน 2.62 ล้านล้านบาท คิดเป็น 67.37% รองลงมาสหกรณ์นำเงินไปลงทุน จำนวน 0.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 20.56% ของเงินทุนทั้งหมดของสหกรณ์ ดังนั้นในภาพรวมระบบสหกรณ์มีการระดม เงินทุนจากสมาชิก และใช้เงินทุนส่วนใหญ่ในการให้บริการด้านสินเชื่อ แก่สมาชิกเป็นหลักตามหลักการ และอุดมการณ์สหกรณ์ อย่างไรก็ตามสัดส่วนการลงทุนในเงินลงทุน ของภาคสหกรณ์มีแนวโน้มสูงขึ้นซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อความผันผวน ของราคาในตลาดทุนที่สหกรณ์ต้องพิจารณา ระมัดระวังในการบริหารความเสี่ยงด้านเงินลงทุนควบคู่ไปด้วย

ที่มา: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
ธุรกิจภาคสหกรณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ในปี 2566 มีการดำเนินธุรกิจผ่านภาคสหกรณ์ไทยมูลค่ากว่า 2.27 ล้านล้านบาท หรือ 12.75% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) โดยดำเนินธุรกิจหลัก 6 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อมีมูลค่ามากที่สุด 1.24 ล้านล้านบาท หรือ 54.37% ของมูลค่าธุรกิจทั้งสิ้น รองลงมาเป็นธุรกิจรับฝากเงิน 8.63 แสนล้านบาท หรือ 37.98% และธุรกิจรวบรวมผลิตผลการเกษตร 81,772.14 ล้านบาท หรือ 3.60% ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 68, 386.29 ล้านบาท หรือ 3.01% ธุรกิจแปรรูป ผลิตผลการเกษตรและการผลิตสินค้า 21,994.26 ล้านบาท หรือ 0.97% และธุรกิจให้บริการและส่งเสริมการเกษตร 1,682.99 ล้านบาท หรือ 0.07% ตามลำดับ การดำเนินธุรกิจภาพรวมมีผลกำไรสุทธิ 7,404 แห่ง หรือ 80.46% ขาดทุนสุทธิ 1,763 แห่ง หรือ 19.16% ส่วนที่เหลือเป็นสหกรณ์ที่จัดตั้งใหม่หรือไม่มีการดำเนินธุรกิจในระหว่างปี

ที่มา: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
ทั้งนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าธุรกิจของภาคสหกรณ์ไทย อยู่ในช่วงจำนวน 1.95 – 2.30 ล้านล้านบาท โดยใน 4 ปีแรกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นลดลงแล้วปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นแบบนี้ มาตลอดแต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ปี 2567 ภาคธุรกิจของสหกรณ์ไทย จะมีมูลค่าธุรกิจ 2.33 ล้านล้านบาท ก่อให้เกิดอัตราการขยายตัว 2.48%

ที่มา: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
การออมเงินและหนี้สินของสมาชิกภาคสหกรณ์
ในภาพรวมสมาชิกภาคสหกรณ์มีเงินออม 3.04 ล้านล้านบาท จากการสะสมเงินออมในรูปของเงินรับฝาก 1.56 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 51.22 และสะสมเงินออมในรูปทุนเรือนหุ้น 1.48 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 48.78 ของเงินออมทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าสมาชิกมีเงินออมมากกว่าหนี้ 4.28 แสนล้านบาท หากพิจารณาเงินออมต่อสมาชิก 255,169.47 บาทต่อคน ขณะที่มีหนี้ต่อสมาชิก 219,192.22 บาทต่อคน อย่างไรก็ตามหากพิจารณาเฉพาะ สมาชิกสหกรณ์ภาคเกษตร พบว่า สมาชิกมีเงินออม 27,964.41 บาทต่อคน ซึ่งน้อยกว่าภาระหนี้สินที่มีจำนวน 37,993.73 บาทต่อคน ซึ่งสหกรณ์ต้องมีการวางแผนบริหารจัดการหนี้ของสมาชิกด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งการติดตามที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการสินเชื่อที่ดี
สุขภาพทางการเงินภาคสหกรณ์
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่งสัญญาณสุขภาพทางการเงินภาคสหกรณ์ ผ่านการวิเคราะห์ ด้วยโปรแกรมเฝ้าระวัง และเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร (CFSAWS:ss Version 2) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่กรมฯ พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือเตือนภัยและตรวจสุขภาพทางการเงิน ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรใช้ในการวางแผน พัฒนา ปรับปรุง ด้านการบริหารและการจัดการธุรกิจให้มี ประสิทธิภาพ โดยผลการวิเคราะห์ภาพรวมในปี 2566 พบว่า สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรกว่า 9,000 แห่ง มีสุขภาพทางการเงินอยู่ในระดับเฝ้าระวังปกติ 3,798 แห่ง หรือร้อยละ 41.27 ระดับเฝ้าระวังมากขึ้น 1,823 แห่ง หรือร้อยละ 19.81 ระดับเฝ้าระวังพิเศษ 2,945 แห่ง หรือร้อยละ 32.01 และระดับเฝ้าระวังพิเศษเร่งด่วน 636 แห่ง หรือร้อยละ 6.91 ของจำนวนสหกรณ์ที่รวบรวมทั้งสิ้น

ที่มา: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
บทสรุป
จากข้อมูลภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ สะท้อนให้เห็นบทบาทและความสำคัญของสหกรณ์ต่อ ระบบเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มมากขึ้นโดยจะเห็นได้จากแนวโน้มการเติบโตของทุนดำเนินงานและมูลค่าธุรกิจของสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ต้องนำข้อมูลทางการเงินมาใช้ช่วยในการวางแผน วิเคราะห์ พยากรณ์และตัดสินใจเพื่อให้การบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ ในการวิเคราะห์ตลาด เพื่อวางแผนการบริหารจัดการและนำเทคโนโลยี ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ไปต่อยอดในการวิเคราะห์ เพื่อยกระดับ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ อันจะส่งผลให้สหกรณ์ เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน