การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะมีการฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอไปในแต่ละวัน แต่หากมีอาการนอนกรน จะทำให้ประสิทธิภาพการนอนลดลง ก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือ Sleep Apnea ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้ด้วย
โดยการนอนกรนเกิดจากปัจจัยใดและเราสามารถแก้ไขหรือลดการนอนกรนได้อย่างไรบ้าง มาร่วมกันหาคำตอบได้ในบทความนี้
อาการนอนกรนคืออะไร และมีสาเหตุมาจากอะไร
การกรนเป็นภาวะที่เกิดเสียงดังขณะหลับ โดยมักจะเกิดเสียงดังเมื่ออยู่ในท่านอนหงาย การนอนกรนเกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณด้านหลังหลอดลมส่วนบน ลิ้นไก่ และเพดานอ่อน ซึ่งเกิดจากการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อขากรรไกรล่าง ลิ้น และเพดานอ่อนขณะหลับ ทำให้กล้ามเนื้อของอวัยวะเหล่านี้กีดขวางทางเดินลมหายใจ
การนอนกรนสามารถแบ่งได้หลายระดับตามความรุนแรง โดยการนอนกรนที่ไม่รุนแรงสามารถบรรเทาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม แต่หากเป็นการนอนกรนที่รุนแรง อาจจำเป็นต้องรักษาหรือบำบัดจากแพทย์เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเสียชีวิตจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
“จริง ๆ เราเจอน้อยมากที่จะเสียชีวิตจากหยุดหายใจขณะหลับโดยตรง (sudden death) ส่วนใหญ่เกิดจากโรคแทรกซ้อนที่เป็นผลจากภาวะดังกล่าว เช่น อุบัติเหตุ (จากการพักผ่อนไม่พอ) โรคหัวใจขาดเลือด เบาหวาน เป็นต้น”
โดยภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือ Sleep Apnea คือการหยุดหายใจชั่วขณะระหว่างการนอน ซึ่งจะทำให้ออกซิเจนที่ไหลเวียนไปยังสมองลดลง ส่งผลให้เกิดอาการสะดุ้งตื่นกลางดึกหรือเหนื่อยหอบหลังตื่นนอน ผู้ที่มีอาการนอนกรนรุนแรงอาจไม่รู้สึกตัวในขณะหยุดหายใจ ดังนั้นภาวะหยุดหายใจขณะหลับจึงส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้นั้นเอง
นอนกรน เสี่ยงโรคร้ายมากกว่าที่คิด
โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรนนั้นเกิดขึ้นได้หลายโรค อาทิ โรคเครียด, โรคซึมเศร้า, โรคสมองเสื่อมหรือโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากการหยุดหายใจจะทำให้ระดับออกซิเจนในร่างกายลดลง ร่างกายจึงพยายามปรับตัวโดยการกระตุ้นสมองให้ตื่นและเริ่มหายใจใหม่ การตื่นบ่อย ๆ นี้เองที่จะส่งผลให้เราไม่สามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ด้านสุขภาพได้
นอกจากนี้ระดับออกซิเจนในเลือดที่ต่ำลงจากการนอนกรนจะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อทำให้เลือดสูบฉีดได้ทั่วร่างกาย การที่หัวใจทำงานหนักบ่อย ๆ ก็ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงอย่างโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะได้เช่นกัน
รวม 3 วิธีแก้อาการนอนกรน

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้มีวิธีการรักษาอาการนอนกรนที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแต่ละวิธีจะเหมาะสมกับสาเหตุและระดับความรุนแรงของอาการนอนกรนที่แตกต่างกันไป โดยจะมีแนวทางการรักษาและวิธีแก้นอนกรนแบบใดบ้าง ไปติดตามพร้อมกันได้เลย
1. การใช้เครื่องมือในช่องปาก
การใช้เครื่องมือรักษาอาการนอนกรนหรือเครื่องครอบฟัน (Oral Appliance) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการรักษาผู้ที่นอนกรนหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เนื่องจากมีขนาดเล็ก สะดวกสบาย และพกพาง่าย ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้ทำงานโดยการจัดตำแหน่งของลิ้นหรือขากรรไกรให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นหรือเนื้อเยื่อในลำคอหย่อนลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ ดังนั้นทางเดินหายใจจึงสามารถเปิดได้กว้างขึ้นและเสียงกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตามก่อนการใช้เครื่องมือรักษาอาการนอนกรนผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep Test จากแพทย์เพื่อพิจารณาว่าสามารถใช้เครื่องมือชนิดนี้ได้หรือไม่ โดยเครื่องมือ Oral Appliance เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่ไม่ต้องการใช้เครื่อง CPAP หรือไม่ต้องการการผ่าตัด
การใช้เครื่องมือนี้อาจจะผลข้างเคียงในระยะสั้นได้ โดยผู้ป่วยอาจจะเกิดอาการเจ็บบริเวณที่ใส่อุปกรณ์ เกิดแผลในเหงือก หรือปวดตามกรามและขากรรไกร ซึ่งจะหายไปเมื่อเครื่องมือถูกปรับให้พอดีกับปาก ผู้ป่วยบางรายอาจมีน้ำลายมากผิดปกติหรือปากแห้งได้ และหากใช้เครื่องมือนี้เป็นเวลานาน อาจส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการสบฟันหรือมีอาการปวดฟันตามมาได้เช่นกัน
2. การรักษาด้วยเครื่อง CPAP
เครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) เป็นอุปกรณ์ช่วยหายใจที่ใช้เพื่อรักษาผู้ที่มีปัญหานอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ โดยเครื่อง CPAP จะทำงานโดยการส่งแรงดันอากาศเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนต้นเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น เครื่องมือชนิดนี้ได้รับการยอมรับจากแพทย์ทั่วโลกและเป็นมาตรฐานในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง
อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่อง CPAP ก็มีข้อเสียเช่นเดียวกัน เพราะหากใช้เครื่อง CPAP เป็นเวลานานก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีแผลกดทับบริเวณใบหน้า รวมไปถึงมีอาการคัดจมูก เลือดกำเดาไหล หรือมีอาการปวดจมูกได้ ดังนั้นก่อนการใช้งานเครื่อง CPAP ผู้ป่วยจะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์และทำการทดสอบการนอนหลับก่อน เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
3. การผ่าตัดอวัยวะที่ส่งผลกระทบต่ออาการนอนกรน
การผ่าตัดเป็นวิธีสุดท้ายที่แพทย์เลือกใช้ในการรักษาอาการนอนกรน โดยแพทย์จะใช้วิธีนี้เมื่อวิธีการอื่นๆ ไม่สามารถรักษาได้ หรือมีภาวะรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยการผ่าตัดแก้อาการกรนที่ได้รับความนิยมได้แก่
- การผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรบนและล่างมาทางด้านหน้า (Maxillomandibular Advancement หรือ MMA) เป็นวิธีการผ่าตัดที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยการเลื่อนกระดูกขากรรไกรทั้งบนและล่างไปข้างหน้า เพื่อเพิ่มช่องทางการหายใจและปรับปรุงการหายใจในขณะนอนหลับ การผ่าตัดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยมีอัตราความสำเร็จสูงกว่า 90%
- การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่โดยใช้เลเซอร์ เป็นการรักษาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรงน้อยถึงปานกลาง โดยจะทำการเอาเนื้อเยื่อที่หย่อนยานบริเวณลิ้นไก่และเพดานอ่อนออก เพื่อให้ทางเดินหายใจในคอหอยกว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอาการกรนและหยุดหายใจขณะหลับได้
- การผ่าตัดแก้ไขผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated Nasal Septum) เป็นการผ่าตัดที่ทำเพื่อแก้ไขผนังกั้นช่องจมูกที่คด ซึ่งอาจเกิดจากภาวะผิดปกติที่มีมาแต่กำเนิดหรือจากอุบัติเหตุ การคดของผนังกั้นช่องจมูกทำให้เกิดอาการคัดจมูกข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น ปวดในโพรงจมูก, ไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือโรคริดสีดวงจมูก การผ่าตัดจะช่วยปรับตำแหน่งของผนังกั้นช่องจมูกเพื่อให้การหายใจสะดวกขึ้นและลดอาการนอนกรนลงได้
ทั้งนี้การผ่าตัดมักใช้ในรายที่มีอาการรุนแรงปานกลาง-มาก และมักใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย ส่วนใหญ่จะลองวิธีอื่นก่อน เพราะเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงมากกว่า อีกทั้งการผ่าตัดยังขึ้นกับว่าผู้ป่วยมีลักษณะทางกายวิภาคที่เหมาะสมกับการผ่าตัดหรือไม่ เช่น มีผนังกั้นช่องจมูกคด มีต่อมทอนซิลโต ในกรณีที่เป็นน้อย แพทย์จะใช้วิธีอื่นในการรักษาอื่นก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดี
แชร์ทริกดูแลสุขภาพเพื่อลดอาการนอนกรนด้วยตัวเอง
การนอนกรนนอกจากจะสามารถรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้แล้ว การปรับพฤติกรรมรวมไปถึงการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอก็สามารถแก้อาการนอนกรนด้วยตัวเองได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นใครที่เป็นคนนอนกรนหรือมีคนใกล้ตัวป่วยมีอาการนอนกรน ก็สามารถนำแนวทางการดูแลสุขภาพดังต่อไปนี้ไปปรับใช้เพื่อลดอาการนอนกรนได้เช่นเดียวกัน
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยพยายามไม่ออกกำลังกายในช่วงก่อนนอน เพราะอาจจะทำให้นอนหลับไม่สนิทส่งผลให้คุณภาพการนอนไม่ดีเท่าที่ควร
- ควรกินอาหารก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงเพื่อช่วยให้นอนหลับสนิทและป้องกันโรคกรดไหลย้อน แต่ถ้าหากมีอาการหิวก่อนเข้านอนก็สามารถทานอาหารได้เล็กน้อยแต่ไม่ควรทานอาหารมากจนเกินไป และควรงดเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟและน้ำอัดลมในช่วงบ่ายเพราะอาจทำให้นอนหลับไม่สนิทได้
- ปรับนิสัยการนอน โดยพยายามหลับให้เป็นเวลาและนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ เนื่องจากหากเรามีค่า BMI เกินมาตรฐาน ผลให้มวลไขมันที่เพิ่มขึ้นมาก็อาจจะส่งผลให้อวัยวะภายในช่องคอเกิดการตีบและเป็นสาเหตุนอนกรนได้เช่นกัน
สรุป นอนกรน สัญญาณอันตรายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
การนอนกรนเป็นปัญหาที่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อการนอนกรนนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงต่าง ๆ โดยปัจจุบันมีแนวทางการรักษาอาการกรนหลายวิธี อาทิการใช้เครื่องมือช่วยหายใจอย่างเครื่อง CPAP การใช้อุปกรณ์ในช่องปาก รวมไปถึงการผ่าตัดในกรณีที่อาการรุนแรง
การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและสาเหตุที่ทำให้นอนกรน ทั้งนี้การดูแลสุขภาพรวมไปถึงการปรับพฤติกรรมการนอนก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้การนอนกรนได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากอาการยังคงรุนแรงก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อไป