กรมการจัดหางานไขข้อข้องใจ ทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย-ไม่เสี่ยงผิดเงื่อนไข
ทุกวันนี้ แรงงานข้ามชาติกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเติมเต็มภาคแรงงานไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เกษตร ก่อสร้าง และบริการ ที่แรงงานไทยไม่เพียงพอ ทำให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม หลั่งไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากกว่า 3.8 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 95% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในประเทศไทย
แม้แรงงานเหล่านี้จะเข้ามาอย่างถูกต้องตามระบบกฎหมาย แต่หนึ่งในเรื่องที่ยังสร้างความสับสนให้ทั้งแรงงานและนายจ้าง คือ “การเปลี่ยนนายจ้าง” ไม่ว่าจะจากปัญหาการเลิกจ้าง การปิดกิจการ หรือการเปลี่ยนสัญญาจ้าง ซึ่งหลายกรณียังพบว่าแรงงานและนายจ้างไม่ทราบขั้นตอนการดำเนินการ ทำให้แรงงานเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี และนายจ้างเองก็อาจถูกปรับโดยไม่รู้ตัว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จึงออกมาย้ำว่า “สิทธิในการเปลี่ยนนายจ้าง” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถทำได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด พร้อมแนะแนวทางการดำเนินการที่ถูกต้อง เพื่อปกป้องทั้งสิทธิของแรงงาน และลดความเสี่ยงของนายจ้าง ทั้งยังเป็นการสร้างระบบแรงงานที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืนต่อไป

- 2 เงื่อนไขสำคัญควรรู้ แรงงานต่างด้าวเปลี่ยนนายจ้างได้ถูกกฎหมาย
นายจำนงค์ ทรงเคารพ ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน อธิบายถึงรายละเอียดในการเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยมี 2 กรณีหลัก ๆ ดังนี้
1. แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยตามระบบ MOU (Memorandum of Understanding) หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงานระหว่างประเทศ สามารถขอเปลี่ยนได้ในกรณีที่นายจ้างได้มีเหตุสมควรตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะกรณีที่นายจ้างเดิมกระทำไม่ถูกต้อง ได้แก่
-
- นายจ้างกระทำผิด เช่น ทารุณกรรมแรงงาน ไม่จ่ายค่าจ้าง ไปจนถึงบังคับให้ทำงานผิดกฎหมายหรือใช้แรงงานเกินเวลาที่กำหนด
- นายจ้างไม่สามารถจ้างต่อได้ ในกรณีที่เสียชีวิต ย้ายถิ่นฐาน หรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
- ในกรณีที่แรงงานทำงานครบสัญญา 2 ปี และไม่มีความประสงค์ที่จะทำงานต่อกับนายจ้างเดิม
ในกรณีดังกล่าวแรงงานสามารถยื่นขอเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างถูกต้องตามสิทธิ แต่หากนายจ้างปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาทุกประการ และแรงงานเป็นฝ่ายไม่ยอมทำงานเองโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะไม่สามารถขอเปลี่ยนนายจ้างได้ เนื่องจากแรงงานเข้ามาทำงานตามระบบ MOU และเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างนายจ้างและแรงงาน โดยได้มีการชี้แจงเงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ อย่างชัดเจนก่อนเริ่มงาน
2. กรณีการเปลี่ยนนายจ้างที่ดำเนินการตามกลุ่มมติครม. เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่เปิดช่องให้แรงงานต่างด้าวบางสัญชาติสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้บางกรณี เช่น นายจ้างเดิมไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงาน หรือระบบรับรองเอกสารระหว่างประเทศยังไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้การเปลี่ยนนายจ้างในกรณีดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

- รู้ก่อนเปลี่ยน! เปิดขั้นตอนการเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างด้าว
สำหรับขั้นตอนการเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามกลุ่มมติครม. เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้
-
- ส่วนแรก สำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว-เวียดนาม ที่ได้รับอนุญาตทำงานแล้วสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้
- ส่วนที่สอง แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ในกรณีที่นายจ้างเดิมได้ยื่นบัญชีรายชื่อไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงาน ให้นายจ้างรายใหม่ยื่นคำขอพร้อมบัญชีรายชื่อ และในกรณียื่นคำขอรับใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว จะสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้เมื่อนายจ้างเดิมนำ VISA มายื่นเรียบร้อยแล้ว
- ส่วนที่สาม สำหรับแรงงานสัญชาติเมียนมา จะสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ ในกรณีที่นายจ้างเดิมยื่นบัญชีรายชื่อต้องการจ้างแรงงานไว้แล้ว แต่ทางเมียนมายังไม่ได้มีการรับรองบัญชีรายชื่อ ให้นายจ้างรายใหม่ติดต่อยื่นคำร้องที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัด พร้อมแสดงหลักฐานหลักฐานว่านายจ้างเดิมไม่ประสงค์จ้าง หากกรณีบัญชีรายชื่อได้รับการรับรองจากทางการเมียนมาแล้ว แต่นายจ้างเดิมยังไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงาน ให้นายจ้างรายใหม่สามารถยื่นคำขอแทนแรงงานได้ พร้อมรายชื่อที่ได้ผ่านการรับรองจากทางการเมียนมาและแสดงหลักฐานนายจ้างไม่ประสงค์จ้าง และในกรณียื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานและชำระค่าธรรมเนียมแล้ว แรงงานจะสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้เมื่อนายจ้างได้นำส่งหลักฐาน VISA แสดงต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดและสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 เรียบร้อยแล้ว

การเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างด้าวสามารถดำเนินการได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ทั้งนี้แรงงานจะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน นับจากวันที่สิ้นสุดการจ้างกับนายจ้างเดิม โดยในช่วงเวลาดังกล่าว แรงงานจะต้องหานายจ้างรายใหม่และดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานให้แล้วเสร็จตามขั้นตอน และเมื่อนายจ้างรายใหม่รับแรงงานต่างด้าวเข้าทำงานแล้ว จะต้องแจ้งต่อนายทะเบียน ภายใน 15 วัน นับจากวันแรกที่แรงงานเริ่มทำงานจริง หากไม่แจ้งภายในระยะเวลาดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมาย ในขณะเดียวกัน นายจ้างเดิม ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งการเลิกจ้างหรือการสิ้นสุดการทำงานของแรงงานต่างด้าวต่อเจ้าหน้าที่เช่นกัน หากละเลยหรือไม่แจ้ง จะมีโทษตามที่กฎหมายกำหนดเช่นกัน โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

นายจำนงค์ ทรงเคารพ ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน กล่าวต่อไปว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในทุกมิติ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม และหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิของแรงงาน การจัดระเบียบการจ้างงานให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม ตลอดจนการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายให้แก่ทั้งแรงงานต่างด้าวและนายจ้างอย่างทั่วถึง หนึ่งในหลักสำคัญที่รัฐเน้นย้ำคือ แรงงานต่างด้าวต้องประกอบอาชีพที่อยู่ภายใต้ระบบที่สามารถตรวจสอบได้ ในขณะเดียวกัน นายจ้างเองต้องศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงาน วันหยุดพักผ่อน การประกันสุขภาพ หรือสิทธิและสวัสดิการอื่น ๆ ที่แรงงานพึงได้รับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
“การวางระบบที่มีมาตรฐานและยืดหยุ่นภายใต้กรอบกฎหมายไม่เพียงช่วยลดความขัดแย้งระหว่างแรงงานกับนายจ้าง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันผลกระทบเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านแรงงานในอนาคตของประเทศ” นายจำนงค์ กล่าวสรุป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694 (ตลอด 24 ชั่วโมง) และทางเฟซบุ๊กแฟนเพจกรมการจัดหางาน