ภูมิธรรมตั้ง “วอร์รูมภัยวิภา” สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม. ย้ำสู้ภัยพิบัติต้อง ‘พร้อมก่อนเกิดเหตุ’
แม้พายุโซนร้อน “วิภา” จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำหลังขึ้นฝั่งเวียดนามและเข้าสู่ สปป.ลาว แต่ผลกระทบยังคงชัดเจน โดยเฉพาะภาคเหนือของไทยที่ยังเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องหลายวัน ทำให้รัฐบาลต้องเดินหน้ารับมือแบบเข้มข้น ภายใต้การนำของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ผบ.บกปภ.ช.) ที่เรียกประชุม War room ณ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับผู้ว่าราชการจาก 30 จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์

นายภูมิธรรมระบุว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเป็น “ภารกิจระดับชาติ” ที่ต้องเน้นป้องกันมากกว่ารอเยียวยา โดยย้ำว่า “การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเป็นเรื่องจำเป็น” พร้อมสั่งให้ใช้ ระบบ Cell Broadcast อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเตือนภัยให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบก่อนเกิดเหตุ ปัจจุบันได้มีการส่งข้อความแจ้งเตือนแล้วรวม 24 ครั้ง ครอบคลุมทั้งน้ำท่วมและดินถล่ม
“วันนี้ประเทศไทยต้องก้าวไปอีกขั้นในเรื่องการเตือนภัยแบบเฉียบพลัน การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่กับการระดมทรัพยากรทั้งเครื่องจักรกล กำลังพล และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในทุกจังหวัด จะช่วยลดความเสียหายและรักษาชีวิตพี่น้องประชาชนได้ทันเวลา” รองนายกฯ กล่าว
พร้อมกันนี้ยังได้ส่งกำลังเสริมเข้าเขตเสี่ยงทันที โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้นำเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ อาทิ เครื่องสูบน้ำระยะไกล เรือท้องแบน และเฮลิคอปเตอร์ KA-32 จากฐานบินเชียงใหม่ เตรียมพร้อมช่วยเหลือในพื้นที่ทุรกันดาร โดยมีจังหวัดพิษณุโลกเป็นจุดรวมพลกลางของภาคเหนือ

ส่องแผน 6 ขั้นตอน สื่อสาร-ช่วยเหลือ-ฟื้นฟู อย่างมีเอกภาพ
ด้าน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่าแม้พายุจะอ่อนกำลังลง แต่สถานการณ์ภัยพิบัติยังคงมีความเสี่ยงสูง กระทรวงมหาดไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยไม่ประมาท พร้อมชู “6 แนวทางปฏิบัติหลัก” เพื่อให้การบริหารจัดการวิกฤตเป็นไปอย่างมีเอกภาพและทันท่วงที
แนวทางทั้ง 6 ข้อ ประกอบด้วย
1. ช่วยเหลือชีวิตผู้ประสบภัยอย่างปลอดภัยทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่
2. เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงเรนบอม-ดินถล่มอย่างเข้มข้น พร้อมอพยพหากจำเป็น
3. บูรณาการทุกหน่วยในพื้นที่ตามแผนเผชิญเหตุจังหวัดและท้องถิ่น
4. ดูแลด้านการดำรงชีพ-สาธารณสุข-ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัย เช่น โรงครัวมาตรฐาน ถุงยังชีพ การควบคุมไฟฟ้าและเส้นทางอันตราย
5. เร่งสำรวจผลกระทบทุกมิติเพื่อเยียวยาโดยเร็ว ตั้งแต่ชีวิต ทรัพย์สิน เกษตรกรรม สาธารณูปโภค
6. รายงานสถานการณ์แบบชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อการสื่อสารที่ตรงกัน ลดความตื่นตระหนกและเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือ

“หัวใจสำคัญของการช่วยเหลือในภาวะวิกฤต ไม่ใช่แค่การเคลื่อนกำลัง แต่คือ ‘การสื่อสารที่เข้าใจสถานการณ์จริง’ กับประชาชน และการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว” รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยระบุ
ขณะเดียวกัน ทางกรมอุตุนิยมวิทยารายงานเพิ่มเติมว่า แม้พายุวิภาจะอ่อนกำลังลงแล้ว แต่ยังมีฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุดขณะนี้ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก เชียงราย พะเยา และน่าน ซึ่งหลายพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมมากเกิน 250 มิลลิเมตรในรอบ 24 ชั่วโมง เพราะภัยพิบัติไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่การเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบ การสื่อสารอย่างชัดเจน และการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างมีเอกภาพ สามารถลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมหาศาล การเปิด War room รับมือ “วิภา” ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การรับมือภัยพิบัติหนึ่งลูกเท่านั้น แต่ยังเป็น “บทเรียน” และ “แนวทาง” สู่การสร้างระบบจัดการภัยพิบัติแบบยั่งยืนในอนาคตของประเทศไทย
