“ภูมิธรรม” ลุยสองแนวรบ ปราบยาเสพติด-รับมือสถานการณ์ชายแดน โชว์ผลงานเด็ด เดินเกมระวังรอบด้าน ย้ำรัฐบาลนี้ “ไม่ยอมให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยของคนทำผิด”

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ ภารกิจปราบปรามยาเสพติดได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงผลการดำเนินการอย่างเข้มข้นในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 67 – ก.ค. 68) ซึ่งเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ จากสถิติที่เผยสะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่จริงจังและต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่มีการดำเนินคดีกว่า 210,000 คดี และจับกุมผู้ต้องหากว่า 211,000 ราย แต่ยังตรวจยึดของกลางในปริมาณมหาศาล ทั้ง ยาบ้า 851 ล้านเม็ด, ไอซ์ 41 ตัน, เฮโรอีน 1.2 ตัน, เคตามีน 5 ตัน รวมถึง อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติดกว่า 12,000 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือ ภายในเวลาเพียง 1 เดือนที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดสามารถจับกุมเครือข่ายรายใหญ่ได้ถึง 19 คดี ตรวจยึดยาบ้าเพิ่มอีก 46 ล้านเม็ด และจับกุมผู้ต้องหาหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักบิน พระสงฆ์ ไปจนถึงเครือข่ายข้ามชาติที่อาศัยช่องทางขนส่งพัสดุและบริการด่วนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

นายภูมิธรรม ย้ำว่า การเดินหน้านโยบาย “Seal Stop Safe” และ “No Drugs No Dealers” เป็นการบูรณาการกำลังของทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และภาคประชาชน ให้เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังเพื่อสกัดยาเสพติดทุกระดับ พร้อมระบุว่า “ตัวชี้วัดที่สำคัญ คือประชาชนต้องสัมผัสได้ว่ายาเสพติดหมดไปจากชุมชน” ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลยึดถือและเร่งผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในทุกจังหวัดสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังตึงเครียด แต่ไทยเดินเกมรอบคอบ

ในอีกด้านหนึ่งของภารกิจความมั่นคง นายภูมิธรรมยังต้องรับมือกับ สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งยังคงตึงเครียดจากเหตุการณ์ยิงตอบโต้ และการลักลอบเข้ามาของกองกำลังนอกเครื่องแบบจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยย้ำว่าไทยดำเนินการอย่างระมัดระวัง รอบคอบ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ข้อมูลและหลักฐาน”

รัฐบาลไทยโดยกระทรวงกลาโหม และฝ่ายข่าวกรอง ได้รวบรวมหลักฐานชัดเจน ทั้งจาก ดาวเทียม, กล้องอินฟราเรด, และ การเฝ้าระวังจากผู้ช่วยทูตทหารของประเทศต่างๆ ที่ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ตามแนวชายแดน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น ณ วัน เวลาใด อย่างแม่นยำ พร้อมระบุทิศทางการลักลอบเคลื่อนกำลัง รวมถึงการยิงปะทะที่ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะจากฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไทยไม่ได้ไว้วางใจฝ่ายกัมพูชาตั้งแต่ต้น แต่ยังคงใช้วิธีการทางการทูตควบคู่กับการจัดการด้านความมั่นคง และการสื่อสารต่อประชาคมโลกอย่างโปร่งใส โดยยืนยันว่า “ทุกสิ่งที่เราทำอยู่ภายใต้สายตานานาชาติ” และได้รับการรับรู้จากประชาคมอาเซียน จีน และสหรัฐอเมริกา ว่าไทยมีความจริงใจในการรักษาสันติภาพอย่างแท้จริง

ในส่วนของการสื่อสารกับประชาชน นายภูมิธรรมระบุว่า หากเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่กระทบความมั่นคงมากนัก จะมีการสื่อสารผ่าน ช่อง NBT และหน่วยประชาสัมพันธ์ประจำพื้นที่ แต่หากเป็นเหตุการณ์สำคัญหรือมีความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ รัฐบาลจะใช้ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.) เพื่อให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและสื่อมวลชนเพื่อนำมาปรับปรุงแนวทางการสื่อสารให้ดีขึ้นต่อไป

แนวรบคู่ขนาน ยุทธศาสตร์มั่นคงในและนอกประเทศภายใต้ผู้นำรัฐบาลชุดใหม่
ภายใต้รัฐบาลที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าความมั่นคงภายในประเทศ และการรักษาอธิปไตย คือ “เสาหลัก” ที่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยมีนายภูมิธรรมในบทบาทรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในผู้นำแนวรบสำคัญในการปฏิบัติภารกิจเหล่านี้ การลุยสองภารกิจหนัก ทั้งปราบปรามยาเสพติด และดูแลชายแดน สะท้อนบทบาท “นักบริหารภาคสนาม” ที่ไม่ได้เพียงนั่งสั่งการ แต่ลงมือสื่อสาร ทำงานเชิงรุก ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนชุมชนปลอดภัย การเชื่อมเครือข่ายสอดแนมยาเสพติดจากประชาชน หรือการวางกลไกการเมืองระหว่างประเทศให้ยืนอยู่ในจุดที่โลกให้การยอมรับด้วยวิธีคิดที่ชัดเจน หลักฐานต้องมาก่อน คำพูดต้องมีน้ำหนัก นี่คือภาพสะท้อนของรัฐมนตรีที่ไม่ได้ใช้เพียงถ้อยแถลงสร้างภาพลักษณ์ แต่เน้นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ให้ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง และนั่นอาจเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการคืนความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน