กรมการข้าว โดยกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ได้จัดกิจกรรม เพรสทัวร์ (Press Tour) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสำรวจแนวทางและประชาสัมพันธ์ด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวยั่งยืน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ มาตรฐานสินค้าเกษตร ข้าวยั่งยืน (มกษ. 4408-2565) สู่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ ศูนย์ข้าวชุมชน หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตสินค้าข้าวยั่งยืนอย่างถูกต้อง และช่วยยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าข้าวยั่งยืนในอนาคต

มาตรฐานข้าวยั่งยืน (SRP) มีความแตกต่างจากมาตรฐานข้าวคุณภาพ GAP และข้าวอินทรีย์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ มาตรฐาน GAP เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่วนมาตรฐาน ข้าวอินทรีย์ มีแนวทางคล้ายกับ GAP แต่เข้มงวดกว่าในด้านการห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ชีววิธี และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัยจากสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่มาตรฐาน ข้าวยั่งยืน (SRP) ถือเป็นการบริหารจัดการแบบองค์รวม โดยคำนึงถึง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กัน การเชื่อมโยงทั้งสามมิติสะท้อนให้เห็นถึงความยั่งยืนที่แท้จริง ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการดำเนินการของกลุ่มเกษตรกรเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่กลุ่มเกษตรกร (Supply) ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ (Corporate) ไปจนถึงผู้บริโภคและตลาด (Marketing) ที่เชื่อมโยงกันภายใน Ecosystem หรือ ระบบนิเวศทางธุรกิจ อันเป็นความพิเศษที่โดดเด่นของมาตรฐานข้าวยั่งยืน

การขับเคลื่อนงาน ข้าวยั่งยืนในประเทศไทย มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับแนวคิด เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมการใช้มาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน

โครงการข้าวยั่งยืนเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมการข้าว และ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการปลูกข้าวของไทยให้มีความยั่งยืน สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ดำเนินการผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างวิทยากรเกษตรกร และการเชื่อมโยงสู่ตลาดเกษตรยั่งยืน

นายขจร โนวัฒน์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ เปิดเผยว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว มีนโยบายการเกษตรยั่งยืน เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าว โดยได้กำหนดมาตรฐาน สินค้าเกษตร เรื่อง ข้าวยั่งยืน (มกษ. 4408-2565) ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาผลิตข้าวอย่างยั่งยืน แก่เกษตรกรตลอดห่วงโช่การผลิตและห่วงโซ่การคุ้มครอง ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพข้าวไทย ให้มีความแตกต่างและโดดเด่นจากข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐานทั่วไป หากเปรียบเทียบตามลำดับชั้นของคุณภาพข้าว ก็สามารถเปรียบเสมือนสามเหลี่ยมพีระมิด โดยระดับล่างสุดคือ “สแตนดาร์ด” ขยับขึ้นไปเป็น “พรีเมียม” และระดับสูงสุดที่มีมูลค่าสูงมากคือ “ลักชัวรี” ซึ่งการผลักดันให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้ตามมาตรฐานยั่งยืน ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลและความฝันร่วมกันของพี่น้องเกษตรกรไทยในการยกระดับข้าวไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันตลาดข้าวยังคงถูกขับเคลื่อนโดยกลไกตลาดมวลรวม (Mass Marketing) ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงข้าวคุณภาพสูงที่สุดได้ ดังนั้น หากมีการส่งเสริมและตรวจรับรองข้าวยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ก็จะสามารถแยกข้าวคุณภาพมาตรฐานสูงออกจากตลาดทั่วไป สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคว่าข้าวที่ได้รับการรับรองนั้นมีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างแท้จริง

ระบบการตรวจสอบและรับรองดังกล่าว ยังมีการนำฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาควบคุมและติดตามในทุกจุดของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าข้าวที่บริโภคตลอดทั้งกระบวนการผลิตนั้น ได้รับมาตรฐานคุณภาพที่น่าเชื่อถือในทุกขั้นตอน

รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันมาตรฐานข้าวยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ต้องมี มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) เป็นกรอบในการผลิต ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการผ่านสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) แล้วเรียบร้อย สำหรับหลักเกณฑ์ของผู้ตรวจประเมินนั้น เพิ่งได้มีการจัดทำและประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมา

ในปีนี้ กรมการข้าว ได้ดำเนินการเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ อาทิ การขออนุมัติเอกสารที่เกี่ยวข้อง การจัดอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อพัฒนาให้มีคุณสมบัติเป็นผู้ตรวจประเมิน และเมื่อกระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จ คาดว่าในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะสามารถจัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อขับเคลื่อนตามแนวทาง BCG (Bio-Circular-Green Economy) ได้ทันที โดยมีกลุ่มเกษตรกรข้าวยั่งยืนบ้านดอนหมูแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการดำเนินงาน

นายขจร กล่าวว่า การเลือกลงพื้นที่สำรวจที่บ้านดอนหมู เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความโดดเด่นในการปฏิบัติตาม มาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน ภายใต้แนวคิด BCG หรือ “ข้าวรักษ์โลก” โดยที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนและขับเคลื่อนจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา (GIZ) ส่งผลให้เกษตรกรในกลุ่มบ้านดอนหมูมีความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานข้าวยั่งยืนอย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ มาตรฐานข้าวยั่งยืนต้องครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2570 กรมการข้าว จะเข้ามาส่งเสริมและยกระดับระบบการตรวจรับรองให้ครบวงจร ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว เกษตรกรผู้รวบรวมผลผลิต โรงสีที่ทำการสีและแปรรูป ไปจนถึงการบรรจุและติดฉลากตามมาตรฐาน

แม้ว่ากระบวนการตรวจรับรองมาตรฐานข้าวยั่งยืนจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและละเอียดหลายขั้นตอน แต่เชื่อว่าผู้บริโภคจะเห็นคุณค่าและพร้อมสนับสนุนสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานดังกล่าว

นายธนู ทัฬหกิจ ประธานกลุ่มข้าวยั่งยืนบ้านดอนหมู เปิดเผยว่า กลุ่มข้าวยั่งยืนบ้านดอนหมูได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 146 ราย รวมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,280 ไร่ โดยมีการปลูกข้าวสายพันธุ์หลัก 2 ชนิด ได้แก่ กข15 และ มะลิ105 ซึ่งเป็นสายพันธุ์สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ กลุ่มยังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อส่งต่อให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดอุบลราชธานี

จากการเข้าร่วมการอบรมภายใต้ โครงการข้าวยั่งยืน ทำให้ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เกษตรกรได้มีการวางแผนการผลิตอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การกำหนดว่าจะปลูกข้าวพันธุ์ใดในแต่ละปี การคำนวณต้นทุน และการจัดหาทุนทรัพย์ที่ใช้ในการเพาะปลูก เมื่อมีการวางแผนที่ชัดเจนและปฏิบัติตามแผนอย่างเป็นระบบ ก็จะสามารถนำไปสู่ผลผลิตที่มีคุณภาพและผลลัพธ์ที่ดีในที่สุด

“ทุกขั้นตอนในการผลิตต้องคำนึงถึง สภาพแวดล้อมเป็นหลัก เนื่องจากการดำเนินงานต้องอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผลผลิตที่ออกจากต้นน้ำจึงต้องมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภคสำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วม โครงการข้าวยั่งยืน สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ไม่ว่าจะในรูปแบบกลุ่ม หรือเครือข่าย โดยพร้อมแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากรูปแบบเดิม อาจเริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ และค่อยปรับขยายการดำเนินงานหากได้ผลตามเป้าหมาย” นายธนู ทัฬหกิจ

การทำนาข้าวตามหลักการผลิตข้าวยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานสินค้าเกษตรข้าวยั่งยืน ซึ่งมีข้อกำหนดที่เกษตรกรต้องปฏิบัติตั้งแต่ขั้นตอนการจัดการฟาร์ม จนถึงการแสดงฉลากและการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ แนวทางการผลิตข้าวยั่งยืนมิได้สิ้นสุดเพียงที่เกษตรกรผู้ปลูกเท่านั้น แต่ยังขยายต่อเนื่องไปสู่ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้ห่วงโซ่การผลิตข้าวยั่งยืนครบวงจร และเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร

ทั้งนี้ นายวิญญู วีระนันทาเวทย์ เจ้าของโรงสีข้าวกิจอุดม อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรับซื้อผลผลิตข้าวยั่งยืนเพื่อนำมาแปรรูปเป็นสินค้าข้าวยั่งยืนต้นแบบ ได้กล่าวว่า “โรงสีข้าวกิจอุดมก่อตั้งมากว่า 30 ปี และได้รู้จักกับมาตรฐานข้าวยั่งยืนเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นคุณภาพข้าวหอมมะลิเริ่มถดถอย เกษตรกรจำนวนไม่น้อยสะท้อนให้ฟังว่าความหอมของข้าวลดลง สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำนา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลผลิต หากมีวิทยากรลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแก้ไขปัญหาในจุดนี้ จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง รวมถึงการใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้ ขณะเดียวกัน มาตรฐานข้าวยั่งยืนยังมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน หากสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลดีต่อสิ่งแวดล้อมได้ ก็ถือเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ในโอกาสนี้ นายวิญญู วีระนันทาเวทย์ เจ้าของโรงสีข้าวกิจอุดม ได้กล่าวอีกว่า “สิ่งที่ผมชื่นชอบในโครงการนี้ คือการที่มีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่จริง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรถึงแปลงนา ปัญหาราคาข้าวนั้น หากจะแก้ไขเพียงที่ป้ายราคาโรงสีก็คงไม่เพียงพอ เนื่องจากเกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาตั้งแต่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวที่มีพันธุ์ปน การเลือกใช้พันธุ์ที่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ หรือปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่มีหน่วยงานหรือผู้ให้ความรู้ลงไปแก้ไขอย่างจริงจังในระดับพื้นที่ โครงการข้าวยั่งยืนของ GIZ จึงถือเป็นโครงการเดียวที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์และมีความน่าสนใจ จึงได้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ก็เป็นปีแรกที่โรงสีของเราได้ดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรกรด้วยตนเอง แม้จะยังมีอุปสรรคหลายประการ แต่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาการผลิตข้าวให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้จัดทำ มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ข้าวยั่งยืน (มกษ. 4408-2565) ขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับหลักการ ความยั่งยืนในมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

นางสาวศันสนีย์ เมืองมาลย์ จาก กองส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานเกี่ยวกับมาตรฐานข้าวยั่งยืน เน้นที่ มาตรฐานสินค้าเกษตร ข้าวยั่งยืน (มกษ.) เป็นหลัก ซึ่งเป็นมาตรฐานฉบับภาษาไทยที่สอดคล้องกับ SRP (Sustainable Rice Platform) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยข้อกำหนดหลัก 8 ข้อแรกของ SRP มีความสอดคล้องกับ มกษ. ข้าวยั่งยืน ส่วนเพิ่มเติมที่สำคัญ ได้แก่ การแปรรูปและการติดฉลากผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ครบวงจร

สำหรับเกษตรกรหรือโรงสีที่ปฏิบัติตาม มกษ. สามารถดำเนินการแปรรูปและติดฉลากสินค้าเครื่องหมาย Q เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้ หากโรงสีประสงค์จะใช้คำเคลม (Claims) ต้องดำเนินการตาม ระบบ COC (Chain of Custody) เพิ่มเติม

ทั้งนี้ มกอช. ได้ประกาศใช้มาตรฐานและระเบียบปฏิบัติเมื่อปลายปี พ.ศ. 2567 เพื่อให้ระบบตรวจสอบและรับรองสามารถดำเนินงานได้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล โดยมีขั้นตอนการร่างระเบียบ การขอความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในประเทศ และการส่งให้หน่วยงานสากลตรวจสอบความเท่าเทียมและความสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ

หลังจากประกาศใช้ มกอช. ร่วมกับ กรมการข้าว ได้นำมาตรฐานและระเบียบปฏิบัติมาพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจประเมิน ให้สามารถตรวจสอบและรับรองได้ทั้งในระดับเกษตรกรและโรงสี เพื่อให้สามารถติดตราสินค้าเครื่องหมาย Q และใช้คำเคลมได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วนตามมาตรฐาน

นายขจร โนวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับพี่น้องเกษตรกรในอำเภออื่นๆ หรือจังหวัดที่มีความพร้อม สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งแจ้งมายัง กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ เพื่อที่ กรมการข้าว จะนำข้อมูลไปพิจารณาในการจัดสรรงบประมาณสำหรับปีต่อๆ ไป

ทั้งนี้ หากสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานต้นแบบที่ บ้านดอนหมู ได้สำเร็จ จะทำให้ข้าวที่ได้รับมาตรฐาน SRP หรือข้าวยั่งยืน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส และมั่นใจได้ว่ามีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแน่นอน

นับเป็นโอกาสในการลงพื้นที่ศึกษาต้นแบบ มาตรฐานสินค้าเกษตร ข้าวยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถใช้เป็น โมเดลต้นแบบ (Model) และเป็นแนวทางในการพัฒนาการผลิตข้าวตามมาตรฐาน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนการปลูกข้าวที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน