ในยุคที่คนวัย 40+ ต้องเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสใหม่ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การเงิน หรือการปรับตัวสู่โลกดิจิทัล งาน AIS ACADEMY for THAIs | LIFE FEST 40+ จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ” เพื่อเติมแรงบันดาลใจและมอบทักษะการใช้ชีวิตยุคใหม่ให้คนไทยทุกเจเนอเรชัน พร้อมเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมที่ผสานพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และสังคม เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวทันโลกอย่างยั่งยืน
ต่อยอดความรู้สู่เวทีสัมมนา “ภารกิจคิดเผื่อ Life Hack 40+ …รู้ก่อน ยังทัน” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง โดยบูรณาการองค์ความรู้สำคัญครบ 5 มิติของชีวิตยุคใหม่ ตั้งแต่การวางแผนการเงิน การดูแลสุขภาพกายใจ การเสริมพลังทัศนคติเชิงบวก การออกแบบวิถีชีวิตอย่างสมดุล ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความสะดวกและปลอดภัย เนื้อหาทั้งหมดไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจ แต่ยังสะท้อนแนวคิดของ AIS Academy ที่มุ่ง “สร้างการเรียนรู้เพื่อการปรับตัว” ให้คนไทยทุกวัยพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง มีคุณภาพ และยั่งยืน

“เศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่ติดหล่ม”
คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ กล่าวในเวทีสัมมนา Wealth+ ว่า หากย้อนดูพัฒนาการเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นภาพชัดว่า ทุกครั้งที่ประเทศเผชิญวิกฤต เศรษฐกิจของเราจะเติบโตในระดับที่ต่ำลง จากอดีตที่เราเคยเป็น “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” เติบโตเฉลี่ยกว่า 7% ต่อปี กลับลดลงเหลือเพียง 1-2% ในปัจจุบัน หากไม่มีมาตรการกระตุ้นใดๆ เข้ามาพยุง ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้เพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงภาวะ “รถติดหล่ม” ที่ต้องการแรงขับใหม่เพื่อให้ประเทศเคลื่อนต่อไป
คุณสุรพลยังชี้ให้เห็นถึง “ภาระหนี้ครัวเรือน” ที่สะท้อนความเปราะบางของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระกว่า 10 ล้านคน ซึ่งรายได้ลดลงอย่างมากหลังวิกฤตโควิด-19 ขณะที่จำนวนบัตรเครดิตในระบบมีถึง 16 ล้านใบ แต่มีถึง 8 ล้านใบที่ไม่ถูกใช้งานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนภาวะการใช้จ่ายที่ระมัดระวังและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงจนแตะระดับกว่า 5 แสนล้านบาท “วันนี้เราซื้อลิปสติก 150 บาทยังผ่อนสามงวด กินชาบูก็ยังผ่อนได้ นี่คือตัวอย่างพฤติกรรมที่สะท้อนความไม่มั่นคงทางการเงินของคนรุ่นใหม่” เขากล่าว พร้อมย้ำว่า การสร้างความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้กลายเป็นบ่วงชีวิต
คุณสุรพลฝากข้อคิดที่ลึกซึ้งว่า “อิสรภาพทางการเงินไม่ได้หมายถึงการไม่มีหนี้ แต่หมายถึงการรู้เท่าทันหนี้และใช้ชีวิตโดยไม่ตกเป็นทาสของมัน” เขากล่าวปิดท้ายด้วยประโยคที่สะกิดใจผู้ฟังทั้งห้องว่า “อิสระที่แท้จริง ไม่ใช่การไม่มีพันธะทางการเงิน แต่คือ ‘การไม่กลัวที่จะมีชีวิตอยู่’ ต่างหาก”

สุขภาพยืนยาวอย่างมีคุณภาพ มุมมองจาก “รามาธิบดี”
ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยความจริงของร่างกายมนุษย์ว่า “คนเราจะแข็งแรงที่สุดในช่วงอายุ 20-30 ปี หลังจากนั้นร่างกายก็จะค่อยๆ ถดถอยลง” พร้อมยกตัวอย่างนักกีฬาระดับโลกที่แม้อายุยังไม่ถึง 40 ปีแต่ต้องเลิกเล่นอาชีพ เพราะสมรรถภาพร่างกายลดลงตามธรรมชาติ ทว่าเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ พวกเขากลับยังคงมีสุขภาพดี เพราะตลอดชีวิตได้ดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งออกกำลังกาย กินอาหารดี และนอนหลับเพียงพอ “พวกเขาเรียกได้ว่า สะสมสุขภาพไว้ล่วงหน้า” คุณหมออาทิตย์กล่าว
เมื่อพูดถึงแนวคิด Longevity และ Healthspan เขาอธิบายว่า ปัจจุบันมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียง “มีอายุยืน” (Lifespan) แต่ต้องการ “มีสุขภาพดีไปตลอดช่วงอายุขัย” (Healthspan) ด้วย ในอดีตคนไทยมีอายุเฉลี่ยไม่มากนัก แต่ทุกวันนี้เรามีโอกาสอยู่ได้ถึง 80-90 ปี และในอนาคตอาจแตะถึง 100 ปี หากดูแลตนเองดีและเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ อย่างไรก็ตาม “การมีอายุยืนแต่เต็มไปด้วยโรคภัย ไม่ใช่คุณภาพชีวิตที่เราต้องการ” คุณหมออาทิตย์กล่าว พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้สุขภาพของเราดีไปจนถึงวัยชรา ไม่ใช่เพียงยืนยาว แต่แข็งแรงและมีความสุขในทุกช่วงของชีวิต
เขาทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของชีวิตมนุษย์ไม่ใช่แค่ “ไม่ตายก่อนวัยอันควร” แต่คือ “การมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ซึ่งต้องดูแลทั้งกาย ใจ และสังคมควบคู่กัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปัจจัยที่กำหนดสุขภาพมี 5 ด้านหลัก ได้แก่ พันธุกรรม พฤติกรรมสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคมเศรษฐกิจ และการเข้าถึงบริการสาธารณสุข หากเราปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมและรักษาสมดุลชีวิตได้ สุขภาพที่ยั่งยืนก็ไม่ไกลเกินเอื้อม “การมีชีวิตยืนยาวไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีต่างหากที่เป็นศิลปะ ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ด้วยการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะสุขภาพดีไม่อาจสร้างได้ในชั่วข้ามคืน แต่ต้องสะสมเหมือนการลงทุนที่งอกงามตามเวลา”

วางใจอย่างไรให้มีสุข มุมมองจากคนวัย 40
ผศ. ดร.กฤตินี (พงษ์ธนเลิศ) เพิ่มทรัพย์ นักเขียนและวิทยากรด้านการทำธุรกิจแบบญี่ปุ่น ได้กล่าวในมุมมองของ “สุขภาพจิต” ว่าความสุขของมนุษย์ไม่ได้มาจากความสำเร็จภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “คุณภาพของความสัมพันธ์” ที่เรามีกับคนรอบข้าง เธอยกผลการวิจัยในกลุ่มผู้ชายกว่า 700 คนมาประกอบ โดยพบว่า ผู้ที่รู้สึกว่าชีวิตมีคุณภาพและมีความสุข มักเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว เพื่อน และสังคมรอบตัว ซึ่งสรุปได้อย่างชัดเจนว่า “Good relationships keep us happier and healthier” ความสัมพันธ์ที่ดีคือรากฐานของสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดีไปพร้อมกัน
เธอกล่าวต่อถึงแนวคิด “อิคิไก” (Ikigai) ของญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึง “เหตุผลในการมีชีวิตอยู่” โดยอ้างอิงงานวิจัยที่พบว่า ผู้สูงอายุที่รู้สึกว่าตนเองมีอิคิไก หรือรู้ว่าชีวิตของตนยังมีคุณค่า จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่รู้สึกถึงคุณค่านี้ถึง 7 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของชีวิตเป็นพลังทางใจที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง เธอเล่าประสบการณ์จากการไปบรรยายให้ชมรม “สมองใสวัย 60+” พบว่าผู้สูงวัยที่มีความสุขและจิตใจแจ่มใสมักมีสิ่งหนึ่งร่วมกัน คือ “การรู้จักขอบคุณ” เพราะคำว่าขอบคุณไม่ใช่เพียงมารยาท แต่เป็นพลังเชิงบวกที่ช่วยเติมเต็มหัวใจและสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
ผศ. ดร.กฤตินี ทิ้งท้ายว่า “การมีสุขภาพจิตที่ดี เริ่มจากการมองชีวิตด้วยความรู้สึกขอบคุณ” หากเราเริ่มต้นวันด้วยการขอบคุณสิ่งเล็กๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือโอกาสที่ได้รับ เราจะพบว่าความเครียดลดลงและความสุขเพิ่มขึ้น เธอเล่าถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่พนักงานในห้างจะออกมายืนโค้งขอบคุณลูกค้าทุกเช้า แม้ลูกค้าจะยังไม่ได้ซื้อของ เพราะหัวหน้าย้ำว่า “แค่ลูกค้าเลือกเดินเข้ามา ก็สมควรขอบคุณแล้ว” การมองโลกด้วยใจขอบคุณเช่นนี้ ไม่เพียงทำให้ใจสงบ แต่ยังหล่อเลี้ยงสุขภาพจิตให้แข็งแรงและยั่งยืนอีกด้วย

บ้านและสวน พื้นที่แห่งความสุข
คุณภาณุเดช วัฒนสุชาติ นักแสดง พิธีกร และผู้ก่อตั้งบริษัท เงาะถอดรูป จำกัด ได้กล่าวในมุมมองของ “Living+” บนเวที ว่าความสุขสำหรับเขาเริ่มต้นจาก “บ้านและสวน” ที่อยู่รอบตัว เพราะบ้านคือพื้นที่ที่เราใช้ชีวิตมากที่สุด และสิ่งแวดล้อมที่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจ “ไม่ว่าบ้านจะใหญ่หรือเล็ก เราก็สามารถออกแบบให้เกิดความพึงพอใจได้” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าการจัดสวนหรือแต่งบ้านไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่คือกระบวนการสร้างความสุขจากภายในใจ ผ่านการใส่ใจรายละเอียดรอบตัว
เขากล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ “การรู้จักตัวเอง” ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งรสนิยมเหล่านี้จะค่อยๆ เปลี่ยนไปตามวัย เช่น ตอนหนุ่มอาจไม่สนใจเรื่องแสง สี หรือความนุ่มนวลของบรรยากาศในบ้าน แต่เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายและสายตาเปลี่ยนไป ความต้องการด้านสภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนตาม เช่น ต้องการแสงที่ชัดขึ้น สีที่สบายตา หรือพื้นที่ที่เดินสะดวกขึ้น เขาเล่าว่า เมื่อเริ่มใช้ชีวิตกับครอบครัวที่มีพ่อแม่สูงอายุ เขาต้องปรับปรุงบ้านใหม่เพื่อให้เหมาะกับทุกคนในวัยที่ต่างกัน ทั้งการขยายห้องให้โปร่งขึ้น เพิ่มแสงธรรมชาติ เปลี่ยนไฟให้สว่างขึ้น หรือแม้แต่ลดระดับพื้นต่างๆ ที่เคยทำให้บ้านดูมีมิติ แต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว
“เราต้องรู้ทั้งตัวเองในวันนี้ และตัวเองในอนาคต” เขาย้ำ พร้อมยกตัวอย่างว่าบ้านที่เหมาะสมกับวัยสูงอายุควรเน้นความปลอดภัย เช่น ห้องนอนอยู่ชั้นล่าง พื้นไม่ต่างระดับ ทางเดินกว้างพอ และแสงสว่างเพียงพอ เพราะการออกแบบบ้านที่ดีคือการออกแบบชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน คุณภาณุเดชกล่าวปิดท้ายว่า ความสุขของเขาไม่ใช่สิ่งที่ต้องไขว่คว้าไกล แต่อยู่ในสิ่งเรียบง่ายรอบตัว “ผมชอบธรรมชาติ ชอบต้นไม้ พอมีสวนอยู่ใกล้บ้าน มันก็ทำให้ใจเราอ่อนโยนขึ้นเสมอ” เขาทิ้งท้ายว่า การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขคือการรู้ว่าตัวเองชอบอะไร รู้ว่าอนาคตเราจะเจอกับอะไร และปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับชีวิต เพื่อให้เราอยู่ในบ้านได้อย่างสุขกาย สุขใจ

Digital+ เมื่อเรื่องดิจิทัลอยู่ในมือของเราทุกคน
คุณอติชาญ เชิงชวโน คอนเทนต์ครีเอเตอร์จากช่อง Spin9 ได้มาร่วมพูดถึงมุมมองที่น่าสนใจว่า “เรื่องดิจิทัลอยู่ในมือของเราทุกคน” ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยใดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคที่ AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “วันนี้เราคงหนีไม่พ้นเรื่องของ AI เพราะมันคือเรื่องของทุกคนจริงๆ” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า AI ถูกใช้งานโดยคนทุกเจเนอเรชันในรูปแบบที่ต่างกันคนวัย 40+ มักใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยค้นข้อมูลแทน Google ส่วนคนรุ่นใหม่วัย 20-30 ใช้เป็นเพื่อนคู่คิดหรือที่ปรึกษาในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีได้เชื่อมทุกช่วงวัยเข้าด้วยกัน
เขาเล่าต่อว่า สำหรับตนเอง AI คือผู้ช่วยที่ทำให้ชีวิตง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ใช้ช่วยเขียนอีเมลหรือสรุปข้อมูลระหว่างเดินทาง เพื่อเอาเวลาไปทำสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า “AI ไม่ได้ทำให้เราขี้เกียจขึ้น แต่มันช่วยให้เราใช้เวลาอย่างชาญฉลาดขึ้น” เขากล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่าคุณแม่ของเขาเองก็เริ่มใช้ AI เป็นผู้ช่วยในชีวิตประจำวันเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรุ่นใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้
อย่างไรก็ตาม เขาทิ้งท้ายอย่างมีสาระว่า แม้ AI จะทรงพลัง แต่ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป และผู้ใช้ต้องมี “วิจารณญาณ” ในการกลั่นกรองข้อมูล “เราไม่จำเป็นต้องเป็น Digital Native ถึงจะใช้เทคโนโลยีได้ แต่เราทุกคนสามารถเป็น Digital Adult ได้” เขากล่าวปิดท้าย พร้อมฝากข้อคิดว่า การรู้เท่าทันเทคโนโลยีคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล เพราะเมื่อเราใช้มันอย่างเข้าใจ เทคโนโลยีจะไม่ควบคุมเรา—แต่จะกลายเป็นพลังที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเราแทน