นักวิจัยวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของเครื่องเซรามิกโบราณ
สถาบันเตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซีทางตะวันออกของจีน ได้จัดตั้ง “ธนาคารพันธุกรรมเซรามิกโบราณ” เพื่อรวบรวมและถอดรหัสเทคโนโลยีการผลิตเครื่องลายครามจีน ภายในอาคาร ลิ้นชักใสเรียงรายอยู่ในตู้เหล็กสีเทาอันทันสมัย แต่ละตู้บรรจุตัวอย่างเซรามิกตั้งแต่ปลายราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) จนถึงสาธารณรัฐจีน (ค.ศ. 1912-1949) ใกล้ๆ กันนั้น หุ่นยนต์กำลังทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อผลิตตัวอย่างเซรามิกใหม่ๆ สำหรับการวิจัย
นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 สถาบันแห่งนี้ ได้ค้นพบโบราณวัตถุจากเตาเผาแล้วมากกว่า 20 ล้านชิ้น

ธนาคารพันธุกรรมเซรามิกโบราณที่สถาบันเตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้น
“ธนาคารพันธุกรรมเซรามิกนี้เป็นสิ่งที่นักโบราณคดีเคยได้แต่ฝันถึงเท่านั้น” เวิง เยี่ยนจวิ้น ผู้อำนวยการสถาบันเตาเผาหลวงจิ่งเต๋อเจิ้น กล่าวพร้อมอธิบายว่า ในอดีต การระบุและรับรองโบราณวัตถุที่ขุดพบต้องอาศัยสัญชาตญาณและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก
สถาบันฯ ยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิงหัว พิพิธภัณฑ์พระราชวังปักกิ่ง และสถาบันเซรามิกเซี่ยงไฮ้ ภายใต้สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลอ้างอิงเครื่องเซรามิก สร้างแบบจำลองดิจิทัล 3 มิติของตัวอย่างสำคัญกว่า 3,000 รายการ รวมข้อมูลกว่า 1.2 ล้านจุด
เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด นักวิจัยสามารถเข้าถึงรายละเอียดของชิ้นงาน เช่น ส่วนผสมของดิน การเคลือบ ลวดลาย และขนาด ช่วยให้การจำแนกชิ้นงาน เช่น การระบุเครื่องลายครามลายมังกรจากเตาเผาชาวบ้านสมัยปลายราชวงศ์ชิง เป็นไปอย่างแม่นยำเสมือน “ตรวจดีเอ็นเอเครื่องลายคราม”
ธนาคารพันธุกรรมแห่งนี้ยังช่วยฟื้นฟูเทคนิคโบราณ เช่น การสร้างถ้วยเครื่องลายครามสมัยราชวงศ์หมิง และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์สินค้าวัฒนธรรมยุคใหม่ สถาบันฯ ยังได้เปิดฐานข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดศิลปะเครื่องลายครามจีนให้คงอยู่ร่วมสมัย

เจ้าหน้าที่นำ “Ducktor Sui” กระถางธูปเซรามิกรูปเป็ดที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง
ซึ่งได้รับการบูรณะใหม่มาจัดแสดง
ที่มา People’s Daily Online