เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้สำนักพระราชวังจัดทำซุ้มประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริเวณริมกำแพงหน้าพระบรมมหาราชวัง ระหว่างประตูวิเศษไชยศรีและประตูมณีนพรัตน์ สำหรับให้ประชาชนได้ถวายสักการะ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งวันนี้ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเป็นวันแรก ตั้งแต่เวลา 08.00 น.

โดยมีประชาชนจากทั่วสารทิศแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์หลั่งไหลเดินทางมาวางดอกไม้และพวงมาลัย พร้อมก้มลงกราบเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาเป็นระยะในช่วงเช้า แต่ประชาชนยังคงเดินทางมาไม่ขาดสาย ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้อำนวยความสะดวกโดยการนำแผงเหล็กมากั้นช่องทางเดินเชื่อมระหว่างจุดคัดกรองหลังศาลหลักเมือง ถ.อัษฎางค์ ข้างกระทรวงกลาโหม และจุดคัดกรองบริเวณท่าช้าง

ในเวลา 10.00 น. นายทนงศิลป์ สามัคคี อายุ 56 ปี ชาว ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ประกอบอาชีพรับจ้าง ได้ปั่นจักรยานมาถึงหน้าพระบรมมหาราชวังและเข้ากราบสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังปั่นจักรยานออกจากภูเก็ตตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ต.ค. เพื่อตั้งใจมากราบถวายบังคมพระบรมศพ แต่มาไม่ทันวันสุดท้ายที่เปิดให้เข้ากราบถวายบังคม โดยนายทนงศิลป์กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า มีความสุขและภาคภูมิใจมากที่ได้เดินทางมากราบสักการะพระองค์ ซึ่งการปั่นจักรยานมาจากภูเก็ตก็เป็นระยะทางไม่ใช่น้อย แม้ว่าจะได้กราบเพียงหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ก็รู้สึกซาบซึ้งมาก โดยก่อนหน้านี้ตนเคยปั่นจักรยานมาจากภูเก็ตตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. 2559 และมาถึงสนามหลวงในวันที่ 18 พ.ย. 2559 เพื่อมากราบถวายบังคมพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

“ผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยทุกคน ที่มีกินมีใช้ทุกวันนี้ก็เพราะพระบารมีของพระองค์ ผมไม่มีพ่อและแม่แล้ว มีเพียงพระองค์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ตอนนี้พระองค์ก็จากไปแล้ว ผมจึงอยากปั่นจักรยานมาเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ก็ได้พระบารมีของพระองค์คุ้มครอง ทำให้ระหว่างเดินทาง ไม่มีการเจ็บป่วยใดๆ นอกจากนี้ยังมีกรมทางหลวงที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย พร้อมให้ที่พักตลอดการเดินทาง” นายทนงศิลป์กล่าวทั้งน้ำตา

ด้านนางกันยา พจนสุนทร อายุ 59 ปี นางยุพิน ระตะเจริญ อายุ 66 ปี และนางศรีนวล บุญถึง อายุ 70 ปี ชาว ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า พวกตนซื้อตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรมห้องที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ไว้ล่วงหน้า 3 เดือน เพราะคิดว่าอาจจะมีการเปิดให้กราบถวายบังคมพระบรมศพจนถึงประมาณกลางเดือน ต.ค. แต่พอทราบว่าวันนี้เปิดให้ถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ก็รู้สึกโชคดีมาก อย่างน้อยก็ยังได้มากราบหน้าพระบรมมหาราชวัง ซึ่งพวกตนเป็นคนต่างจังหวัด จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เดินทางมากรุงเทพฯ

“ดีใจมากที่ได้มากราบในวันนี้ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ คงจะพากันมาทุกวัน ตั้งแต่วันที่พระองค์สวรรคต เวลาทำบุญก็จะถวายเป็นพระราชกุศลทุกครั้ง และคิดถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเรามาตลอด 70 ปี พวกป้าตั้งใจว่าจะทำความดีตามรอยพระยุคลบาทและสอนลูกหลานด้วย” ทั้งสามคนร่วมกันกล่าวอย่างซาบซึ้ง

ขณะที่นางนัยน์ปภร สุภารส อายุ 57 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อาศัยอยู่ย่านปิ่นเกล้า กรุงเทพฯ เดินทางมาพร้อมกับด.ญ.นันท์นภัส ศรีจอมขวัญ อายุ 8 ปี และด.ญ.กัญญ์ณพัชญ์ ศรีจอมขวัญ อายุ 7 ปี หลานสาว กล่าวว่า พอทราบข่าวเมื่อคืนว่าเปิดให้กราบถวายสักการะพระบรมฉายาลักษณ์หน้าพระบรมมหาราชวัง จึงพาหลานๆ เดินทางมาแต่เช้า ซึ่งตนเคยพาหลานๆ มากราบถวายบังคมพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จำนวน 17 ครั้ง เพื่อให้หลานได้มารู้จักและซึมซับเรื่องราวของพระองค์ โดยส่วนตัวมาทั้งหมด 142 ครั้ง ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาให้ครบ 9 ครั้ง แต่พอมีโอกาสก็มาอีกเรื่อยๆ ด้วยความคิดถึงพระองค์ เพราะตลอด 1 ปีที่ไม่มีพระองค์ก็รู้สึกเศร้าใจมาก โดยในวันที่ 13 ต.ค.นี้ ตั้งใจว่าจะไปทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล ส่วนวันที่ 26 ต.ค. ตนเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ด้านงานดอกไม้จันทน์ ต้องไปช่วยดูแลประชาชนที่บริเวณจุดพระลานพระราชวังดุสิต ทั้งนี้ สำนักพระราชวังจะเปิดให้เข้าถวายสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นวันที่ 15, 21 และ 22 ต.ค. เนื่องจากทาง กอร.พระราชพิธี จะมีการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยจะแจ้งวันปิดอีกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน