ชายวัย 50 ปี ถ่ายเหลววันละ 4-5 รอบ ติดต่อกันนาน 6 เดือน ไปตรวจ รู้ผลแทบทรุด! เป็น “มะเร็งลำไส้ระยะที่ 3” แพทย์เตือน อย่ามองข้ามสัญญาณเล็กน้อยจากร่างกาย

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 รายงานจากสื่อต่างประเทศ แพทย์เตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอาการผิดปกติของระบบขับถ่าย หลังพบชายวัย 50 ปี ซึ่งมีอาการถ่ายเหลววันละ 4–5 ครั้งติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน สุดท้ายถูกวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 โดยแพทย์ชี้ว่า การละเลยสัญญาณเล็ก ๆ จากร่างกายอาจนำภาวะที่รุนแรง

เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยโดย นพ.เฉิน ปิ่งเสี้ยน แพทย์ด้านตับ ถุงน้ำดี และระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเล่าในรายการสุขภาพว่า ชายคนดังกล่าวมีอาการถ่ายเหลวและต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ทำให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานในไซต์ก่อสร้าง ทั้งยังทำให้เพื่อนร่วมงานไม่พอใจ

ผู้ป่วยเชื่อว่าอาการเกิดจากการเลิกดื่มสุราแล้วหันไปดื่มชาและกาแฟมากขึ้น จึงไม่ได้เข้ารับการตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

ภาพประกอบ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะหลังผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลงถึง 8 กิโลกรัม เหลือเพียง 52 กิโลกรัม ครอบครัวจึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้เข้ารับการตรวจ

หลังตรวจเลือดในโปรแกรมตรวจสุขภาพ พบว่าผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจาง ตัวเลขฮีโมโกลบินเหลือเพียงระดับ 9 กรัมต่อเดซิลิตร ต่ำกว่าค่าปกติของผู้ชายที่ควรอยู่ระหว่าง 13–18 กรัมต่อเดซิลิตร และยังเป็นภาวะ โลหิตจางเม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก (microcytic anemia) ซึ่งถือว่าผิดปกติในผู้ชายที่ไม่ได้รับประทานมังสวิรัติ

แพทย์จึงยืนยันให้ทำการตรวจเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และพบว่า ผู้ป่วยป่วยเป็น “มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3” จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดและให้เคมีบำบัด ปัจจุบันอาการโดยรวมดีขึ้นและปัญหาการถ่ายบ่อยได้หายไป

นพ.เฉิน ระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งอายุเกิน 50 ปี เคยสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่น PM2.5 ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้

พร้อมเตือนว่าอาการ ถ่ายผิดปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ถือเป็นสัญญาณที่ต้องตรวจโดยแพทย์ทันที

สำหรับผู้ที่อายุน้อยและมีความเสี่ยงต่ำ อาจตรวจคัดกรองด้วย การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ แทนการส่องกล้อง แต่สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป แพทย์ย้ำว่า การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นการตรวจที่สำคัญอย่างยิ่ง

ภาพประกอบ

ด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหาร ชี้ว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกมักไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวดชัดเจน แต่ควรระวังอาการ เช่น

  • อุจจาระมีเลือดหรือเมือก
  • ถ่ายเหลวสลับท้องผูก
  • อุจจาระมีขนาดเล็กลง
  • ท้องเสียเรื้อรังหรือท้องผูกบ่อย
  • น้ำหนักลด โลหิตจาง
  • ถ่ายไม่สุดเหมือนค้างในลำไส้

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขเสริมว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนไทยและประชาชนในหลายประเทศเป็นมะเร็งลำไส้ในอัตราสูง ได้แก่ ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารปิ้งย่างทอดมันเป็นประจำ รวมถึงการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป

แนะนำให้เพิ่มผัก ผลไม้ และใยอาหารในมื้ออาหาร พร้อมลดพฤติกรรม “นั่งนาน ไม่เคลื่อนไหว” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคนี้

ที่มา ETTODAY

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน