หมอเจด เตือน 7 พฤติกรรมกระตุ้นมะเร็งลำไส้โดยไม่รู้ตัว ทั้งอาหาร-การนั่ง-การนอน แนะใครอายุเกิน35ปี มีปัญหาต่อไปนี้ควรเช็กด่วน
พฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำทุกวันก็อาจกระตุ้นให้เกิดโรคร้ายได้ หมอเจด หรือ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เตือน 7 พฤติกรรมกระตุ้นมะเร็งลำไส้โดยไม่รู้ตัวว่า
“หลายคนคิดว่ามะเร็งลำไส้เกิดจากกรรมพันธุ์ จริง ๆ แล้ว “พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำทุกวัน” นี่แหละครับ ที่เร่งการอักเสบในลำไส้แบบเงียบ ๆ ทั้งอาหาร การนั่งนาน เครียด นอนดึก ล้วนทำให้เยื่อบุลำไส้อ่อนแอ เสียสมดุล จนเกิดติ่งเนื้อและเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้ภายในไม่กี่ปี ยิ่งใครอายุเกิน 35 ปี และมีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ท้องอืดบ่อย หรือระบบขับถ่ายแปรปรวน ควรเช็กด่วนว่ากำลังทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่หรือเปล่าครับ”
“1. กินเนื้อแดง–เนื้อแปรรูปทุกวันแบบไม่รู้ตัว
แฮม ไส้กรอก หมูปิ้ง ลูกชิ้น เนื้อย่าง ล้วนมีสารไนไตรต์ สารก่อการกลายพันธุ์ และไขมันอิ่มตัวที่ทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบเรื้อรัง การกินทุกวันหรือกินปริมาณมาก ๆ ทำให้ลำไส้ถูกสารระคายเคืองซ้ำ ๆ เพิ่มโอกาสเกิดติ่งเนื้อและมะเร็งลำไส้ในระยะยาวโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้ลดเหลือสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง และสลับกับโปรตีนที่อักเสบน้อยกว่า เช่น ปลา ไข่ หรือเต้าหู้ เพื่อลดภาระลำไส้ครับ”
“2. ท้องผูกบ่อย ของเสียค้างลำไส้นานเกินไป
เมื่ออุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นาน 2–3 วันขึ้นไป สารพิษ สารก่อมะเร็ง และแบคทีเรียที่ไม่ดีจะสะสมอยู่กับผนังลำไส้ยาวนานกว่าปกติ ทำให้เยื่อบุลำไส้ถูกทำร้ายต่อเนื่องจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง การขับถ่ายที่ล่าช้าเกิดจากการดื่มน้ำน้อย กินไฟเบอร์น้อย หรือกลั้นอุจจาระเป็นประจำ การแก้ไขคือเพิ่มผักผลไม้ ดื่มน้ำให้พอ และขยับตัวสม่ำเสมอ เพื่อให้ลำไส้ทำงานเป็นจังหวะและลดความเสี่ยงมะเร็งได้จริงครับ”
“3. ชอบกินของทอด–ของมันเป็นประจำ โดยเฉพาะมื้อเย็น
ของทอดทำให้ลำไส้อักเสบจากทั้งไขมันทรานส์ น้ำมันเก่า และสารก่ออนุมูลอิสระ โดยเฉพาะถ้ากินตอนกลางคืนที่ระบบย่อยทำงานช้าลง ร่างกายจะย่อยไม่หมด เกิดการบูดหมักในลำไส้ เกิดแก๊ส ของเสีย และการอักเสบสะสมเยื่อบุลำไส้ในระยะยาว การกินแบบนี้ทุกวันหรือหลายครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ได้มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า แนะนำให้เลือกอบ ต้ม หรือย่างแทนครับ”
“4.ดื่มนม–กินกลูเตนทั้งที่ร่างกายมีอาการแพ้หรือย่อยไม่ได้
หลายคนมีอาการลำไส้ไม่ทนแลคโตสหรือไวต่อกลูเตน แต่ยังฝืนกินต่อ ทั้งที่มีสัญญาณเตือน เช่น ท้องอืด ปวดบีบ ถ่ายเหลว หรือผายลมผิดปกติ อาการเหล่านี้หมายถึงเยื่อบุลำไส้กำลังอักเสบและรั่วง่ายขึ้น ทำให้สารพิษดูดซึมเข้าสู่เลือดมากขึ้น สร้างสภาวะอักเสบเรื้อรังที่เอื้อต่อการเกิดเซลล์ผิดปกติ หากสงสัยว่าแพ้อาหารบางอย่าง แนะนำให้หยุดกิน 2–4 สัปดาห์เพื่อสังเกตอาการครับ”
“5. นั่งนานทั้งวัน การไหลเวียนเลือดลำไส้ลดลง
การนั่งทำงานยาว 6–10 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่ลุกเดินเลย ทำให้เลือดไปเลี้ยงช่องท้องและลำไส้น้อยลงมาก ลำไส้เคลื่อนไหวยากขึ้น อุจจาระตกค้างง่าย เกิดแก๊สหมัก ค้างของเสียเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้นำไปสู่การอักเสบเรื้อรังที่เป็นพื้นฐานของมะเร็งลำไส้ในอนาคต การลุกเดิน 2–3 นาที ทุก 45–60 นาที จะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และลดความเสี่ยงได้จริง”
“6. นอนดึก–นอนไม่พอ ฮอร์โมนซ่อมแซมลำไส้ลดลง
ช่วงที่เราหลับลึกคือตอนที่ร่างกายซ่อมแซมผนังลำไส้และลดการอักเสบ คนที่นอนดึกหลังเที่ยงคืนเป็นประจำ หรือหลับไม่ถึง 6 ชั่วโมงต่อคืน จะมีฮอร์โมนซ่อมแซมลดลง ลำไส้จึงอ่อนแอ รั่วง่าย อักเสบเรื้อรัง เกิดติ่งเนื้อได้ง่ายขึ้น การนอนให้เป็นเวลาไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะลำไส้ต้องการจังหวะพักเหมือนอวัยวะอื่น ๆ เพื่อหยุดการเสื่อมและลดความเสี่ยงมะเร็งครับ”
“7. เครียดสะสมจนระบบลำไส้ทำงานผิดจังหวะ
รู้ไหมครับว่าความเครียดทำให้สมองส่งสัญญาณให้ลำไส้บีบตัวช้าบ้าง เร็วบ้าง จนเกิดท้องอืด ท้องผูก หรือถ่ายเหลวสลับกัน จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล ผนังลำไส้จะอักเสบและเปราะง่ายขึ้น เมื่อเยื่อบุลำไส้เสียหายนาน ๆ โอกาสเกิดเซลล์ผิดปกติและพัฒนาเป็นมะเร็งสูงขึ้นมาก คนที่เครียดเรื้อรังมักมีอาการลำไส้แปรปรวนร่วมด้วย ควรหาวิธีระบายความเครียด เช่น เดินเร็ว ทำสมาธิ หรือออกกำลังกายเบา ๆ ช่วยได้มากครับ”
“มะเร็งลำไส้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ สะสมจากการอักเสบของลำไส้ที่เกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ทุกวัน การปรับพฤติกรรมให้ลำไส้เคลื่อนไหวดี กินอาหารที่ลดอักเสบ เพิ่มไฟเบอร์ โพรไบโอติก ดื่มน้ำให้พอ และพักผ่อนดี จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากเลยครับ ยิ่งเริ่มเร็ว ลำไส้ยิ่งฟื้นตัวง่าย และป้องกันโรคใหญ่ได้ก่อนที่จะสายเกินไปครับ”


