ขาเมื่อย ชาเท้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก! แพทย์เตือน ระวังภาวะหลอดเลือดเสื่อม เสี่ยงหลอดเลือดขาอุดตัน รู้ทันก่อนต้องตัดขา
แพทย์หยางข่ายตี้ แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเหลียนซินอินเตอร์เนชันแนล ระบุเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ว่า อุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วอาจทำให้หลอดเลือดหดตัวและความดันโลหิตผันผวน ส่งผลให้การไหลเวียนในหลอดเลือดที่ตีบแคบอยู่เดิมแย่ลง
เพิ่มความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตันและการเกิดลิ่มเลือด หากมีอาการขาเมื่อย ชา ปวด ขาเย็นผิดปกติ หรือแผลหายช้า อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ หากล่าช้าในการรักษา หลอดเลือดอาจอุดตันจนทำให้เนื้อเยื่อตาย และอาจต้องตัดอวัยวะในที่สุด
แพทย์หยางข่ายตี้เล่าถึงผู้ป่วยหญิงวัย 64 ปี ซึ่งล้างไตมาเป็นเวลานาน มีอาการปวดแสบที่ขาซ้ำ ๆ หลายเดือน โดยจะเป็นมากในเวลากลางคืนและหลังล้างไต อีกทั้งมีแผลเรื้อรังที่น่องขวาและข้อเท้า ขนาดประมาณ 3×5 เซนติเมตร ซึ่งไม่หายเป็นเวลานาน

ศัลยแพทย์ตกแต่งพบว่า แผลแทบไม่มีเลือดออก จึงส่งต่อให้แผนกศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด ตรวจด้วยค่าดัชนีความดันข้อเท้าต่อแขน (ABI) พบว่าขาซ้ายและขวาอยู่ที่ประมาณ 0.67 และ 0.64 ตามลำดับ แสดงถึงการไหลเวียนเลือดส่วนล่างที่ผิดปกติ และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดยืนยันว่าหลอดเลือดต้นขาและหลอดเลือดหลังเข่าทั้งสองข้างตีบแคบอย่างรุนแรง
หลังหารือกับผู้ป่วย แพทย์จึงตัดสินใจรักษาด้วยวิธีการสอดสายสวนแบบแผลเล็ก (minimally invasive endovascular intervention) ซึ่งนอกจากการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดแล้ว ยังสามารถใช้เครื่องมือกำจัดลิ่มเลือดเชิงกล เพื่อขจัดคราบแคลเซียมที่ผนังหลอดเลือด ร่วมกับการใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ภายในหลอดเลือด (IVUS) เพื่อให้เห็นภาพสามมิติของคราบไขมันแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์ระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ
แพทย์หยางอธิบายว่า การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนแบบดั้งเดิมแม้ช่วยเปิดทางเลือดได้ แต่มีโอกาสกลับมาตีบซ้ำ หากสามารถขจัดคราบไขมันออกก่อน แล้วใช้บอลลูนเคลือบยา หรือขดลวดเคลือบยา จะช่วยให้หลอดเลือดคงความโล่งได้นานกว่า

เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดหลอดเลือดแบบเดิมที่ต้องเปิดแผลขนาดใหญ่ การสอดสายสวนต้องเจาะเพียงแผลขนาด 2–3 มิลลิเมตร เหมาะและปลอดภัยกว่าสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยล้างไต หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังหลายโรค
โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตันเป็นผลจากภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งถือเป็น “โรคหลอดเลือดเสื่อมตามวัย” เมื่ออายุมากขึ้น ผนังหลอดเลือดหนาตัวและมีคราบไขมันสะสม ทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน จนนำไปสู่ภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดและเน่าตาย ข้อมูลทางระบาดวิทยาระบุว่า พบมากในผู้ที่อายุเกิน 50 ปี อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังอายุ 65 ปี และในผู้ที่อายุเกิน 80 ปี พบได้ถึง 1 ใน 5 คน โดยผู้ชายมักมีอาการรุนแรงกว่าผู้หญิง
ภาวะหลอดเลือดแข็งตัวเป็นโรคของหลอดเลือดทั่วร่างกาย หากเกิดที่สมองจะนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง หากเกิดที่หัวใจจะเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากเกิดที่ขาจะกลายเป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน อย่างไรก็ตาม ระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการชัดเจน เช่น
- เดินได้ระยะสั้นก็ปวดขาจนต้องหยุดพัก (ภาวะเดินกะเผลกเป็นช่วง)
- ขาเย็น
- ผิวหนังหมองคล้ำ
- เล็บหนา
- แผลหายช้า
ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงความเสื่อมหรือความเมื่อยล้า จนกระทั่งเกิดแผลลุกลาม นิ้วเท้าดำ หรือปวดรุนแรง จึงไปพบแพทย์ ซึ่งมักเข้าสู่ระยะขาดเลือดรุนแรงแล้ว ยิ่งอันตรายมากขึ้น หากคราบไขมันเกิดลิ่มเลือดจากความดันโลหิตที่ผันผวนอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดการอุดตันเฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า “สโตรกที่ขา”

แพทย์หยางระบุว่า หากมีอาการปวดรุนแรงฉับพลัน ผิวซีด ชีพจรหาย ความรู้สึกผิดปกติ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นอาการสำคัญ 5 ประการ แสดงว่าเกิดภาวะขาดเลือดเฉียบพลัน หากไม่สามารถฟื้นฟูการไหลเวียนภายใน 4 – 6 ชั่วโมง เนื้อเยื่ออาจตายอย่างถาวร และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตัดอวัยวะอย่างมาก
แพทย์หยางข่ายตี้ย้ำว่า โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตันไม่ใช่อาการเล็กน้อย แต่เป็นภาวะฉุกเฉินของหลอดเลือดที่อาจชี้ชะตาการสูญเสียอวัยวะ หากมีอาการปวดขา ชาเท้า หรือแผลหายช้า ควรรีบตรวจประเมินการไหลเวียนเลือดและเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว