สหรัฐฯ เปิดสถิติเคสการเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะมี “สิ่งแปลกปลอม” ที่ติดค้างในทวารหนัก สุดพีก เจอทั้งลูกเบสบอล-ขวดแชมพู เตือนประชาชน อย่าหาทำ
เรียบเรียงโดย ข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐอเมริกาได้มีการเก็บรวบรวม สถิติการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน จากกรณีมีสิ่งแปลกปลอมติดค้างในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณทวารหนัก ซึ่งในปีที่ผ่านมา มีรายงานที่สร้างความประหลาดใจไม่น้อย
สาเหตุของเหตุการณ์เหล่านี้มีตั้งแต่ความอยากรู้อยากเห็น คำแนะนำที่คลาดเคลื่อนจากอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงพฤติกรรมส่วนตัวบางอย่าง ส่งผลให้ในแต่ละปีมีผู้ป่วยจำนวนมากต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน หลังจากนำวัตถุที่ไม่เหมาะสมเข้าสู่ร่างกาย

ภาพประกอบ
ข้อมูลดังกล่าวถูกรวบรวมโดย คณะกรรมการความปลอดภัยผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคของสหรัฐ (CPSC) ซึ่งมีฐานข้อมูลการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินทั่วประเทศ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุที่เป็นสาเหตุ โดยข้อมูลทั้งหมดไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ป่วย
สำนักข่าว Defector ได้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของปี 2024 และคัดเลือกรายการวัตถุที่สร้างความตกตะลึง สับสน และทำให้หลายคนถึงกับอึดอัดใจ ว่าถูกพบติดอยู่ในทวารหนักของผู้ป่วยชาวอเมริกัน
นอกเหนือจากอุปกรณ์สำหรับผู้ใหญ่จำนวนมาก รวมถึงบางชิ้นที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติ รายการวัตถุที่พบยังประกอบด้วยสิ่งของในชีวิตประจำวันหลากหลายชนิด เช่น
- ตะปูและสกรู
- ลูกเบสบอล (ผู้ป่วยให้เหตุผลว่า “อยากรู้ว่ารู้สึกอย่างไร”)
- พาสต้าแบบดิบ
- ไข่
- ของเล่นสุนัข
- แผ่นอบผ้า
- รองเท้าแตะ
- ลูกบิดประตู
- ลูกแก้ว
- แว่นตา
- ก้อนหิน
- ปัตตาเลี่ยนตัดเคราห่อพลาสติก (ผู้ป่วยให้เหตุผลว่า “ท้องผูกมาสองวัน”)

ภาพประกอบ
- ขวดน้ำยาทำความสะอาด
- ขวดแชมพู (ผู้ป่วยให้เหตุผลทั้งกรณี “ลื่นในห้องน้ำ” และ “เบื่อ”)
- กระป๋องสเปรย์
- อุปกรณ์ทำฟัน
- จุกขวดไวน์
- ที่จับฝักข้าวโพด
- ปากกาเน้นข้อความ
- ดินสอสองแท่ง
- ไฟฉาย
- เหรียญ
- หลอดไฟ
- บุหรี่ไฟฟ้า
- แปรงสีฟันพกพา
- กระบอง
- ยางรัดผม

ภาพประกอบ
ในบางกรณี ผู้ป่วยยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ายังมีวัตถุค้างอยู่ในร่างกายหรือไม่ หรือไม่สามารถจำได้ว่าเคยนำเข้าไปเมื่อใด
นพ. เคนจิ โอยาสุ แพทย์ห้องฉุกเฉินในนครชิคาโก ระบุว่า หนึ่งในคำถามที่เขาได้รับบ่อยที่สุดคือ “สิ่งที่แปลกที่สุดที่คุณเคยนำออกมาจากร่างกายคนไข้คืออะไร”
โดยเขาเคยเล่าผ่านวิดีโอบน TikTok ที่กลายเป็นกระแสไวรัลว่า เคสที่น่าจดจำที่สุดคือผู้ป่วยที่นำเทียนหอมขนาดใหญ่ทั้งกระปุกเข้าไปในร่างกาย ซึ่งการนำออกทำได้ยากเนื่องจากแรงดูดภายใน
กรณีลักษณะคล้ายกันยังถูกบันทึกในวารสารทางการแพทย์ เช่น รายงานผู้ป่วยในอิหร่านที่ต้องผ่าตัดฉุกเฉินหลังจากกระป๋องผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเคลื่อนลึกเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงเหตุการณ์ในรัฐฟลอริดาปีนี้ ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบกระติกน้ำติดอยู่ในร่างกายชายคนหนึ่งระหว่างการสแกนร่างกาย

ภาพประกอบ
แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่ถือว่าเกิดขึ้นบ่อยมาก แต่ข้อมูลจาก American Journal of Emergency Medicine ระบุว่า ระหว่างปี 2012 ถึง 2021 มีผู้ป่วยเฉลี่ยเกือบ 39,000 คนต่อปี ที่ต้องเข้ารับการรักษาจากการมีวัตถุแปลกปลอมในทวารหนัก อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 43 ปี และร้อยละ 78 เป็นผู้ชาย โดยประมาณร้อยละ 40 จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล
ในบรรดาวัตถุทั้งหมดที่แพทย์นำออกมาได้ มากกว่าครึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยและสุขภาพอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ Defector ยังรายงานเพิ่มเติมว่า ไม่ได้มีเพียงกรณีดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังมีสถิติสิ่งแปลกปลอมที่พบในอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ที่มา NYPOST