ไรเดอร์ชายวัย 39 ปี ไม่ค่อยดื่มเหล้า แต่ตับพังมาก แพทย์ชี้ ต้นเหตุมาจากสิ่งนี้ พฤติกรรมชีวิตประจำวัน-มื้ออาหารที่กินประจำ รู้ทัน เลิกด่วน

เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสด

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ งานวิจัยชี้ว่า ภาวะตับถูกทำลายอาจมีจุดเริ่มต้นจาก “มื้อกลางวัน” และพฤติกรรมที่หลายคนมองข้าม ยิ่งทำนานสะสม ส่งผลเสียโดยไม่ทันรู้ตัว เช่นเดียวกับกรณีของชายชาวจีนรายนี้

นาย จาง กั๋วเฉียง ชายชาวจีน อาชีพพนักงานส่งของ วัย 39 ปี เขาทำงานอย่างเคร่งเครียดตลอดทั้งวัน ด้วยลักษณะงานที่เร่งรีบ เขาจึงคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบเร่งด่วน โดยเฉพาะมื้อกลางวันซึ่งมักกินอาหารจานด่วนแบบรีบเร่งเพียงให้พออิ่ม แล้วกลับไปจัดการส่งของต่อ

แต่วันนี้กลับไม่เหมือนทุกวันที่ผ่านมา ระหว่างทางกลับบ้าน เขารู้สึกชาที่แขนซ้ายอย่างกะทันหัน แน่นหน้าอก หายใจถี่ ด้วยความตกใจจึงจอดรถข้างทาง แต่ อาการไม่ดีขึ้น สุดท้ายต้องให้ผู้ที่ผ่านมาช่วยพาส่งโรงพยาบาล

ภาพประกอบ

ผลการตรวจทำให้เขาถึงกับช็อก ค่าเอนไซม์ตับ ALT และ AST สูงผิดปกติ บ่งชี้ว่าตับกำลังได้รับความเสียหาย แพทย์อธิบายว่า นี่ไม่ใช่โรคตับเฉียบพลัน แต่เป็นผลสะสมจากพฤติกรรมในระยะยาว หากไม่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต อาจพัฒนาไปเป็นไขมันพอกตับ พังผืดในตับ และรุนแรงถึงขั้นตับแข็งได้

สิ่งที่ทำให้นายจางสงสัยคือ เขาแทบไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคตับ เหตุใดจึงมีอาการเช่นนี้ได้

หลังจากแพทย์ซักถามพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการกินอาหารอย่างละเอียด ก็พบ “ต้นเหตุสำคัญ” คือมื้อกลางวันที่เขามองข้ามมานานหลายปี

ภาพประกอบ

1. พึ่งพาอาหารจานด่วนที่มีไขมันสูงเป็นประจำ

ด้วยความเร่งรีบ อาหารกลางวันของนายจางมักเป็นไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ หรือข้าวที่มีน้ำมันจำนวนมาก อาหารเหล่านี้แม้จะทำให้อิ่มเร็ว แต่กลับเพิ่มภาระให้ตับอย่างมาก เพราะตับเป็นศูนย์กลางของการเผาผลาญไขมัน เมื่อร่างกายได้รับไขมันมากเกินไป ตับต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการสะสมของไขมันในตับ และนำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับในที่สุด

งานวิจัยระบุว่า ผู้ที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีไขมันและพลังงานสูงเป็นประจำ มีความเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับมากกว่าผู้ที่กินอาหารสมดุลถึงกว่า 50% และที่น่ากังวลคือ ไขมันพอกตับยังสามารถพัฒนาไปสู่ตับอักเสบและพังผืดในตับ ซึ่งเป็นขั้นก่อนตับแข็งได้

ภาพประกอบ

2. ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงควบคู่ทุกมื้อกลางวัน

ชาไข่มุกหรือเครื่องดื่มอัดลมแทบกลายเป็นของคู่มื้อ ตับมีหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นไกลโคเจนเพื่อเก็บสะสม แต่เมื่อน้ำตาลส่วนเกินมีมากเกินไป จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมในตับ ทำให้อาการไขมันพอกตับรุนแรงขึ้น

การศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มหวานเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับเพิ่มขึ้น 30–40% อีกทั้งกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลยังสร้างอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น ผลตรวจเลือดของนายจางยังพบว่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งเป็นสัญญาณของความผิดปกติด้านการเผาผลาญไขมันจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

3. เลือกเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นอาหารหลัก

ไส้กรอก เบคอน และลูกชิ้น ปรากฏในมื้อกลางวันของเขาอยู่บ่อยครั้ง อาหารกลุ่มนี้มีไขมันอิ่มตัว เกลือ และสารปรุงแต่ง เช่น ไนไตรต์ ในปริมาณสูง ไม่เพียงเพิ่มภาระให้ตับ แต่ยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคมะเร็ง

องค์การอนามัยโลกจัดให้เนื้อสัตว์แปรรูปอยู่ในกลุ่มอาหารที่อาจก่อมะเร็ง และมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ ปริมาณเกลือที่สูงยังรบกวนสมดุลของเซลล์ตับ ทำให้ตับต้องทำงานหนักยิ่งขึ้น

ภาพประกอบ

แพทย์ย้ำว่า ตับเป็นอวัยวะที่หลายคนมองข้าม หากมีปัญหาในระยะแรก มักไม่แสดงอาการชัดเจน การที่ค่าเอนไซม์ตับของนายจางสูง แสดงว่าความสามารถในการชดเชยของตับเริ่มลดลงแล้ว หากยังคงพฤติกรรมการกินมื้อกลางวันแบบเดิม ผลเสียจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

หลังได้รับคำแนะนำ นายจางปรับเปลี่ยนมื้อกลางวันให้เรียบง่ายแต่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมัน ลดน้ำตาล และลดเนื้อสัตว์แปรรูป เพิ่มผักสด ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนคุณภาพ เช่น ปลาและอกไก่ พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอละเสริมอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างมะเขือเทศ แครอต และถั่วต่าง ๆ ผ่านไปสามเดือน ค่าการทำงานของตับค่อย ๆ กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า มื้อกลางวันที่ดูเหมือน “กินไปอย่างนั้น” อาจเป็นตัวกำหนดสุขภาพตับในระยะยาวได้อย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบ เพียงหลีกเลี่ยงอาหารกลางวัน 3 รูปแบบหลัก คือ อาหารมันจัด หวานจัด และเนื้อสัตว์แปรรูป ก็ช่วยให้ตับทำงานได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน

ที่มา SOHA

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน