หมอเตือน นโยบายเลือกคำนำหน้านามอิสระ ตามอัตลักษณ์ทางเพศ เสี่ยงสับสน ทำล่าช้าในการวินิจฉัยโรค บางเคสเสียชีวิต ชี้ต้องทำอย่างรอบคอบ คำนึงระบบสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 6 ม.ค.69 นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ กล่าวถึง มุมมองที่น่าสนใจต่อประเด็นที่สังคมไทยกำลังถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมืองบางพรรค ที่ให้ประชาชนเลือกคำนำหน้านามตามอัตลักษณ์ทางเพศ

โดยไม่ยึดติดเพศกำเนิดว่า จากข้อมูลทางการแพทย์ การเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าและเครื่องหมายเพศในเอกสารราชการหรือบันทึกสุขภาพอาจนำไปสู่ความสับสน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและรักษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่แพทย์ ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วจากข้อมูลที่มี

“โรคบางอย่างสัมพันธ์โดยตรงกับเพศกำเนิด เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่แตก หรือมะเร็งบางชนิด หากข้อมูลเพศในระบบไม่ตรงกับชีววิทยาจริง แพทย์อาจไม่คิดถึงการตรวจหรือรักษาที่จำเป็น ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและอันตรายถึงชีวิต” นพ.ฆนัท กล่าว

นายแพทย์ฆนัท กล่าวว่า ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบสาธารณสุขทั้งหมด โดยเฉพาะในบริบทที่บางพรรคการเมืองนำนโยบายนี้มาใช้ เพื่อหวังผลประโยชน์กับกลุ่มเฉพาะ ซึ่งจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียในระยะยาวให้รอบคอบ

มีข้อมูลอ้างอิงรายงานจากต่างประเทศที่เกิดเหตุการณ์จริงเพื่อเป็นอุทาหรณ์ แสดงให้เห็นความเสี่ยงจากการไม่ตรงกันของข้อมูลเพศในบันทึกทางการแพทย์ เช่น เคสชายข้ามเพศที่ตั้งครรภ์ในสหรัฐอเมริกา ปี 2019: ผู้ป่วยอายุ 32 ปี เข้าโรงพยาบาล ด้วยอาการปวดท้องรุนแรงและมีน้ำเดิน

แต่บันทึกทางการแพทย์ระบุเพศชาย ทำให้พยาบาลและแพทย์ไม่คิดถึงภาวะฉุกเฉินทางนรีเวช วินิจฉัยช้า ส่งผลให้ทารกในครรภ์คลอดก่อนกำหนดและเสียชีวิต หากข้อมูลเพศตรงกับความเป็นจริง หรือได้รับการตรวจอย่างทันท่วงที อาจช่วยชีวิตทารกได้

นายแพทย์ฆนัท กล่าวต่อว่า รายงานเคสอื่นๆ ที่คล้ายกันจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา พบว่าความไม่ตรงกันของ gender marker ในเอกสารสุขภาพ นำไปสู่การวินิจฉัยผิดพลาด ล่าช้าในการรักษา และในบางเคสสูญเสียชีวิต โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉินที่เวลามีค่าที่สุด

“ข้อมูลเหล่านี้จากต่างประเทศที่ดำเนินนโยบายคล้ายกันมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเอกสารเพศ ต้องทำอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงระบบสาธารณสุขควบคู่ไปด้วย เช่น การระบุเพศกำเนิดแยกต่างหากในบันทึกทางการแพทย์ เพื่อป้องกันความผิดพลาด ขณะเดียวกันก็เคารพอัตลักษณ์ทางเพศในชีวิตประจำวัน” นพ.ฆนัท กล่าว

นายแพทย์ฆนัท กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การผลักดันนโยบาย ต้องพิจารณาภาพรวมของประเทศ บริบทสังคม และผลกระทบที่อาจตามมาในระยะยาว เพื่อให้เกิดความสงบสุขและประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย โดยไม่เร่งร้อน เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง หรือเอาใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

ที่มา มติชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน