สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย เตือนประชาชน ตรวจ IgG ไม่สัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้-งดอาหารโดยไม่จำเป็น

สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับการตรวจ IgG ต่ออาหาร (Food-Specific IgG Test) เพื่อตรวจภาวะภูมิแพ้แฝง ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในสังคมไทย โดยทางสมาคมระบุว่า

ภูมิคุ้มกัน IgG ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย “โรคภูมิแพ้”

ภูมิคุ้มกันที่ใช้วินิจฉัย “โรคภูมิแพ้อาหาร” คือชนิดภูมิคุ้มกันชนิด IgE ซึ่งสัมพันธ์กับอาการเฉียบพลัน เช่น ผื่นลมพิษ ปากบวม หรือแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ส่วน ภูมิคุ้มกันชนิด IgG มีบทบาทที่ต่างออกไป การตรวจพบ IgG ต่ออาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่สร้างขึ้นเมื่อเราทานอาหารนั้นๆ เป็นประจำ ไม่ได้บ่งชี้การเป็นโรคแพ้อาหาร ตรงกันข้าม การมี IgG (โดยเฉพาะ IgG4) ที่สูงขึ้น มักแสดงถึงการที่ร่างกายเริ่มมี “ความทนต่ออาหาร” สัมพันธ์กับผลความสำเร็จในการรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยการภูมิคุ้มกันบำบัด

คำแนะนำจากสมาคมวิชาชีพทั่วโลก

สมาคมโรคภูมิแพ้ฯ ของไทย และองค์กรสากล อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า “ไม่ควรใช้” การตรวจ IgG ต่ออาหารในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้หรืออาการไม่พึงประสงค์จากอาหาร เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอยืนยันว่าระดับ IgG สัมพันธ์กับการเกิดโรค และอาจนำไปสู่การงดอาหารที่ผิดพลาด

อันตรายจากการงดอาหารตามผล IgG

การแปลผล IgG ว่าเป็น “การแพ้อาหารแฝง” และนำไปสู่การงดอาหารหลายชนิด ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรงในทุกช่วงวัย เสี่ยงต่อ ภาวะทุพโภชนาการ (ตัวเตี้ย น้ำหนักน้อย) กระทบพัฒนาการสมอง

โดยเฉพาะในเด็ก ในสตรีมีครรภ์: ทารกอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการสร้างอวัยวะ เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางและความเหนื่อยล้า

ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ: เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนจากการขาดแคลเซียมหากงดนม และที่สำคัญ อาจทำให้การวินิจฉัยโรคที่แท้จริงล่าช้า เช่น โรคทางเดินอาหาร หรือโรคมะเร็ง อาการเรื้อรัง (ไมเกรน หรือ ลำไส้แปรปรวน) กับค่า IgG ต่ออาหารเป็นบวก

แม้จะมีความพยายามเชื่อมโยง IgG กับอาการเหล่านี้ แต่หลักฐานในปัจจุบันยังเป็นเพียง “ข้อมูลเบื้องต้น” เท่านั้น การรักษาควรเน้นที่การปรับพฤติกรรมและการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

แนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชน

หากสงสัยว่าตนเองมีอาการผิดปกติที่เกิดจากอาหาร

  • สังเกตและจดบันทึก: ทำสมุดบันทึกอาหารและอาการที่เกิดขึ้น เพื่อหาความเชื่อมโยงที่ชัดเจน
  • ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง: เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยตามมาตรฐาน เช่น การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test) หรือการตรวจเลือดหาเฉพาะ IgE
  • อย่าหลงเชื่อโฆษณา: การตรวจ IgG ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ และผลบวกไม่ได้หมายความว่าต้องงดอาหารนั้นเสมอไป

ที่มา: สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน