ชายตื่นมา จู่ๆ หูขวาไม่ได้ยิน ผู้เชี่ยวชาญเตือน อากาศหนาวเสี่ยงเกิด โรคหูดับฉับพลัน ย้ำไม่ใช่อาการที่รอดูแล้วจะหายเอง

อากาศหนาวต้องระวัง “หูสโตรก” (Ear Stroke) หรือ โรคหลอดเลือดสมองในหู ชายวัย 48 ปี พนักงานออฟฟิศรายหนึ่ง ตื่นนอนตอนเช้าแล้วพบว่าหูขวา “เหมือนถูกปิด” ไม่ได้ยินเสียงกะทันหัน พร้อมมีเสียงหึ่ง ๆ ในหูอย่างรบกวน

ขาคิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดหรืออาจมีน้ำเข้าหูจากการอาบน้ำ จึงฝืนทนจนถึงช่วงเย็น ก่อนจะรู้สึกว่าผิดปกติและไปพบแพทย์ ผลการวินิจฉัยพบว่าเป็นภาวะ “การสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทหูรับเสียงแบบเฉียบพลันอย่างรุนแรง” ที่หูขวา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “หูสโตรก” โชคดีที่ตรวจพบไม่ช้า หลังได้รับการรักษาและใช้อุปกรณ์ช่วยการได้ยิน อาการจึงดีขึ้น

ประชาชนจำนวนไม่น้อยมักให้ความสำคัญกับอาการมือเท้าเย็นหรือความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลง แต่กลับมองข้าม “หู” ซึ่งเป็นอวัยวะที่มองไม่เห็นและพึ่งพาการไหลเวียนของเลือดอย่างมาก นายไช่ จื้อซิน เลขาธิการสมาคมนักโสตสัมผัสวิทยาแห่งชาติ ระบุว่า ฤดูหนาวเป็นช่วงที่พบภาวะ “การสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน” หรือหูสโตรกได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดและเวลากลางคืนที่อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นายไช่ อธิบายว่า โครงสร้างของหูชั้นในได้รับเลือดจากหลอดเลือดขนาดเล็กมากที่เรียกว่า “หลอดเลือดเลบิรินธ์” ซึ่งแตกต่างจากหัวใจหรือสมองตรงที่แทบไม่มีหลอดเลือดสำรอง เมื่อกระแสเลือดหดตัวจากอุณหภูมิต่ำ และความหนืดของเลือดเพิ่มขึ้น หูชั้นในจึงอาจเกิดภาวะขาดเลือดในระยะเวลาอันสั้น

ในทางคลินิก พบว่าผู้ป่วยมักสังเกตว่า การได้ยินลดลงอย่างชัดเจน มีเสียงดังในหูมากขึ้น หรือมีอาการอื้อ แน่นหู รวมถึงเวียนศีรษะในช่วงอากาศหนาว แต่กลับเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการหวัด ขี้หูอุดตัน หรือความเครียด จึงเลือกเฝ้าดูอาการต่อไป

ทั้งที่เอกสารทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศระบุว่า การสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลันแท้จริงแล้วเป็น “ภาวะความผิดปกติจากการขาดเลือดของหูชั้นใน” หากไม่ได้รับการรักษาภายในช่วงเวลา 72 ชั่วโมง โอกาสที่การได้ยินจะฟื้นกลับมาอย่างสมบูรณ์จะลดลงอย่างมาก

“หลายคนคิดว่าสโตรกเกิดได้เฉพาะในสมอง แต่จริง ๆ แล้วหูชั้นในก็กลัวการขาดเลือดเช่นกัน” นายไช่กล่าว พร้อมระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยหูสโตรกมีแนวโน้มอายุน้อยลง กลุ่มอายุ 35 – 55 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานและกลุ่มที่มีความเครียดสูงพบได้ไม่น้อย อากาศหนาวทำให้หลอดเลือดหดตัวอยู่แล้ว หากยังมีปัจจัยเสริม เช่น การอดนอน ความเครียดสูง การบริโภคคาเฟอีน หรือการสูบบุหรี่ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็กในหูชั้นใน

การวินิจฉัยหูสโตรกไม่สามารถอาศัยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องตรวจการได้ยินอย่างมืออาชีพ นายไช่เตือนว่า หากประชาชนมีอาการได้ยินลดลงอย่างชัดเจน หรือสงสัยว่าอาจเป็นหูสโตรก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและตรวจการได้ยินอย่างละเอียด

หากแพทย์ประเมินแล้วว่าจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยการได้ยิน ควรติดต่อผ่านช่องทางที่ได้มาตรฐาน เพื่อรับคำปรึกษาและการเลือกใช้อุปกรณ์อย่างเหมาะสม โดยควรตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ให้บริการและบริการหลังการขายด้วย

“หูสโตรกไม่ใช่อาการที่รอดูแล้วจะหายเอง ยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสรักษาการได้ยินไว้ได้มากขึ้น” นายไช่ย้ำ พร้อมแนะนำว่า เมื่ออากาศหนาวมาเยือน นอกจากการดูแลความอบอุ่น ควบคุมโรคเรื้อรัง และใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบแล้ว อย่าลืมใส่ใจรับฟังสัญญาณจากหูของตนเองด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน