ผู้ชายระวัง มะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะแรกแทบไม่มีอาการ แพทย์แนะนำ อาการ สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยงสูงสุด รวมถึงแนวทางป้องกัน
นพ.หลวี่ จิ่นเหิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ เตือนว่า มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer) เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชายในปัจจุบัน เนื่องจากระยะแรกแทบไม่มีอาการ จึงมักถูกเรียกว่า “ฆาตกรเงียบ” โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ อายุที่เพิ่มขึ้น
นพ.หลวี่ ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อัตราการรักษาหายและอัตราการรอดชีวิตของมะเร็งต่อมลูกหมากจะอยู่ในระดับสูงมาก บทความนี้จึงพาไปรู้จักสาเหตุ อาการ วิธีการรักษา รวมถึงแนวทางป้องกันผ่านพฤติกรรมการใช้ชีวิต

สาเหตุที่พบบ่อยและกลุ่มเสี่ยงสูง ทำไมถึงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก?
- อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด อัตราการเกิดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังอายุ 50 ปี และพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี
- พันธุกรรมในครอบครัว หากบิดาหรือพี่น้องชายเคยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ความเสี่ยงของตนเองจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–3 เท่า
- พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การบริโภคอาหารไขมันสูง พลังงานสูง เนื้อแดง (เช่น เนื้อวัว แกะ หมู) และอาหารที่มีใยอาหารต่ำเป็นเวลานาน
- เชื้อชาติและสิ่งแวดล้อม แม้อัตราการเกิดในประเทศตะวันตกจะสูงกว่า แต่ในช่วงหลังที่รูปแบบการกินแบบตะวันตกแพร่หลายมากขึ้น อัตราการเกิดในผู้ชายเอเชียก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ปัจจัยด้านฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน)
อาการที่พบบ่อย สัญญาณเตือนจากร่างกาย
ความน่ากลัวของมะเร็งต่อมลูกหมากคือ ระยะแรกมักไม่มีอาการ เมื่อก้อนมะเร็งยังจำกัดอยู่ภายในต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยมักไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ
อาการระยะกลาง เมื่อก้อนเนื้องอกกดทับท่อปัสสาวะ อาการคล้ายต่อมลูกหมากโต
- ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน
- ปัสสาวะลำบาก สายปัสสาวะเล็ก ปัสสาวะไม่สุด
- ปวดปัสสาวะกะทันหัน
- ปวดหรือแสบขณะปัสสาวะ
อาการระยะท้าย
- ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีเลือดปนในน้ำอสุจิ
- ปวดกระดูก โดยมักกระจายไปยังกระดูกเชิงกราน กระดูกสันหลัง หรือซี่โครง ทำให้ปวดหลังหรือปวดสะโพกรุนแรง
- ขาบวม น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ภาวะโลหิตจาง

ข้อควรทราบ:อาการปัสสาวะลำบากไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเสมอไป อาจเกิดจากต่อมลูกหมากโตได้เช่นกัน แต่หากมีอาการดังกล่าว ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
การวินิจฉัยและการตรวจคัดกรอง แนะนำให้ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป (หรืออายุ 45 ปีขึ้นไปหากมีประวัติครอบครัว) ตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี ได้แก่
- การตรวจเลือด PSA (Prostate-Specific Antigen) หากค่าผิดปกติสูง จำเป็นต้องประเมินเพิ่มเติม
- การตรวจทางทวารหนัก (DRE) แพทย์ใช้นิ้วตรวจขนาด ความแข็ง และการมีก้อนผิดปกติของต่อมลูกหมาก
- การตัดชิ้นเนื้อ หากผลตรวจข้างต้นผิดปกติ แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์ ซึ่งเป็นวิธีเดียวในการยืนยันการวินิจฉัยมะเร็ง
วิธีการรักษา การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากมีความก้าวหน้ามาก แพทย์จะพิจารณาตามระยะของโรค อายุ และสภาพสุขภาพของผู้ป่วย ได้แก่
- การผ่าตัดรักษาให้หายขาด เหมาะกับมะเร็งที่ยังไม่แพร่กระจาย โดยมักใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดดา วินชี เพื่อนำต่อมลูกหมากออกทั้งหมด
- การรักษาด้วย HIFU (คลื่นเสียงความเข้มสูง) เหมาะกับมะเร็งระยะเริ่มต้น ช่วยลดปัญหาปัสสาวะเล็ดและผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ
- การฉายรังสี ใช้พลังงานรังสีทำลายเซลล์มะเร็ง
- การรักษาด้วยฮอร์โมน ลดระดับฮอร์โมนเพศชาย เพื่อตัดแหล่งอาหารของเซลล์มะเร็ง
- เคมีบำบัด/ยามุ่งเป้า ใช้เมื่อการรักษาด้วยฮอร์โมนไม่ได้ผล หรือเมื่อมะเร็งแพร่กระจายกว้าง

การป้องกันและการดูแลตัวเอง (โภชนาการและการใช้ชีวิต)
แม้อายุและพันธุกรรมจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ “กิน” และ “ขยับร่างกาย” โดยสามารถทานเพื่อบำรุงร่างกาย ดังนี้
- ไลโคปีน: มะเขือเทศ (ปรุงสุกดูดซึมดีกว่า) แตงโม ฝรั่งเนื้อแดง
- ผักตระกูลกะหล่ำ: บรอกโคลี กะหล่ำปลี คะน้า
- ผลิตภัณฑ์จากถั่ว: ถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เต้าหู้
- ซีลีเนียม: ถั่วต่าง ๆ กระเทียม หัวหอม
- ชาเขียว: มีสารต้านอนุมูลอิสระ
อาหารควรหลีกเลี่ยงหรือลด ได้แก่
- ไขมันจากสัตว์ (เนื้อแดง มันสัตว์ เนย)
- อาหารหวานจัด มันจัด ของทอด
- งดสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะภาวะอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการลุกลามของโรค รวมถึงรับแสงแดดอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมวิตามินดี
นพ.หลวี่ จิ่นเหิง ย้ำว่า การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือกุญแจสำคัญ หากตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะที่ 1 – 2 อัตราการรอดชีวิต 5 ปีอาจสูงกว่า 99% จึงไม่ควรหลีกเลี่ยงการตรวจเพราะความเขินอาย หากมีปัญหาการปัสสาวะ หรืออายุครบ 50 ปีแล้วยังไม่เคยตรวจคัดกรอง ควรรีบปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะโดยเร็ว