กรมควบคุมโรค เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม ย้ำไทยยังไม่พบผู้ป่วย ยืนยันคัดกรองเข้ม ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก

วันที่ 21 ม.ค.2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย ล่าสุดพบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่ 3 ราย ตรวจพบในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น

“กรมควบคุมโรคได้มอบหมายให้กองระบาดวิทยา ซึ่งเป็นจุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศประจำประเทศไทย (IHR-NFP) ประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวังโรค

สำหรับประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง หากพบผู้เดินทางที่มีไข้สูง หรือมีอาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อประเมินอาการและดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที” นพ.มณเฑียร กล่าว

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย

“ผู้ติดเชื้ออาจมีความรุนแรงตั้งแต่ไม่แสดงอาการ ไปจนถึงการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน และสมองอักเสบที่อาจเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน และเจ็บคอ ก่อนจะมีอาการทางระบบประสาท

เช่น ง่วงซึม ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และสมองอักเสบเฉียบพลัน บางรายอาจมีปอดอักเสบและภาวะหายใจล้มเหลวรุนแรง ในรายรุนแรงอาจเกิดอาการชักและเข้าสู่ภาวะโคม่าภายใน 24–48 ชั่วโมง ผู้ที่รอดชีวิตจากสมองอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 20 มีผลกระทบทางระบบประสาทระยะยาว เช่น โรคลมชักหรือการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ”นพ.มณเฑียร กล่าว

นพ.มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสนิปาห์สามารถติดต่อได้หลายทาง ดังนี้

  1. จากสัตว์สู่คน : สัมผัสโดยตรงกับสิ่งคัดหลั่ง (น้ำลาย ปัสสาวะ มูล เลือด) ของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้ (แหล่งรังโรคหลัก) และสุกร (โฮสต์กึ่งกลาง)
  2. การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน : กินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาว หรือดื่มน้ำช่อดอกมะพร้าว/อินทผลัมที่ปนเปื้อนน้ำลาย ปัสสาวะหรือมูลค้างคาวและ
  3. จากคนสู่คน : ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำลายหรือเสมหะ (มักพบในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์)

ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ที่ 4–14 วันหลังสัมผัสเชื้อ (แต่บางรายอาจนานถึง 45 วัน) ประชาชนสามารถป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ ดังนี้

  1. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหลังจากสัมผัสสัตว์หรือไปในพื้นที่เสี่ยง
  2. หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัด หรือผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้น และควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน
  3. เลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย เช่น ค้างคาว หรือสุกร โดยตรง และหากพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติควรรีบแจ้งผู้รับผิดชอบในพื้นที่
  4. ปรุงอาหารให้สุก และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สดที่เก็บจากต้น หรือกินผลไม้ที่มีรอยสัตว์กัดแทะ และหากมีประวัติเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือมีประวัติเดินป่า เก็บมูลค้างคาว ร่วมกับมีอาการน่าสงสัยโรคนิปาห์ดังกล่าวข้างต้น ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ทันท่วงที

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน