หญิงจีนวัย 40 ตั้งใจลดน้ำหนัก กินแต่ “ผลไม้” ทุกวัน! ทำน้ำหนักลดฮวบ 10 กิโลฯ ในเดือนเดียว สุดท้ายทรุดหนักเข้า ICU แพทย์เตือนอันตรายถึงชีวิต
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ แนวโน้มผู้ป่วยโรคเบาหวานมีเกณฑ์อายุที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป ภาวะอ้วน และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ
นพ.หลิน อี้ซิน แพทย์เฉพาะทางด้านระบบเผาผลาญ เปิดเผยกรณีตัวอย่างของหญิงวัย 40 ปี รูปร่างท้วมเล็กน้อย ที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหาร โดยเธอเลือกกินผลไม้แทนข้าวทุกมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ภายในเวลาเพียง 1 เดือน น้ำหนักลดลงกว่า 10 กิโลกรัม แต่กลับเกิดภาวะรุนแรงจนต้องถูกส่งตัวเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)

ภสพประกอบ
แพทย์ระบุว่า เมื่อเข้ารับการตรวจ พบระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงกว่า 600 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “ภาวะคีโตแอซิโดซิสจากเบาหวาน” ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิต
ภาวะคีโตแอซิโดซิสจากเบาหวาน (Diabetic Ketoacidosis: DKA) คือ ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันอันตรายถึงชีวิตที่เกิดจากร่างกายขาดอินซูลินอย่างหนัก ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง (>250 มก./ดล.) และร่างกายเผาผลาญไขมันสร้างกรดคีโตนสะสมจนเลือดเป็นกรด อาการหลัก ได้แก่ หิวน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย หายใจหอบเหนื่อย ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้ คลื่นไส้ ปวดท้อง และอาจหมดสติ

ภสพประกอบ
นพ.หลิน อี้ซิน กล่าวในรายการสุขภาพว่า สาเหตุของโรคเบาหวานส่วนใหญ่มาจากการทำงานร่วมกันของปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยสถิติชี้ว่า หากบิดาและมารดาเป็นเบาหวานทั้งคู่ บุตรมีโอกาสป่วยสูงถึงร้อยละ 70 และหากมีประวัติเพียงฝ่ายเดียว ความเสี่ยงก็ยังสูงเกือบร้อยละ 40 อย่างไรก็ตาม โรคอาจไม่แสดงอาการในวัยหนุ่มสาวทันที แต่จะสะสมความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุและพฤติกรรมการกิน รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิต
แพทย์เล่าว่า หญิงรายดังกล่าวเชื่อว่าการกินผลไม้เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ จึงรับประทานผลไม้จำนวนมากทุกเช้า และมื้อกลางวันก็เลือกกินผลไม้แทนอาหารหลัก เธอทานผลไม้รวมแล้วมากถึง 7 ชนิดต่อวัน น้ำหนักจึงลดลงอย่างรวดเร็ว แต่กลับเริ่มรู้สึกว่าสุขภาพแย่ลง ก่อนจะตรวจพบความผิดปกติรุนแรง

ภสพประกอบ
แม้ผลไม้จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ก็มี “ฟรุกโตส” หรือ น้ำตาลจากผลไม้ในปริมาณมาก หากรับประทานต่อเนื่องและมากเกินไป อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ยิ่งกระตุ้นให้ยีนที่แฝงอยู่แสดงออก จนนำไปสู่ภาวะคีโตแอซิโดซิส ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 15
นพ.หลิน อี้ซิน เตือนว่า ภาวะคีโตแอซิโดซิสถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายที่สุดอย่างหนึ่งของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยรายนี้ต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตทันที ใช้เวลาสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด 2–3 วัน พร้อมการให้อินซูลิน การให้น้ำเกลือ และการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด

ภสพประกอบ
แม้จะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในเวลาต่อมา แต่ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องฉีดอินซูลินอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว แพทย์จึงย้ำว่า การลดน้ำหนักควรทำอย่างถูกวิธี และไม่ควรพึ่งอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพ
ที่มา setn.com