แพทย์แผนจีนเผย 7 อาหารกระตุ้นกลิ่น วัยรุ่นก็อาจมีกลิ่นตัวแบบผู้สูงอายุได้ ใครชอบดื่มชานมไข่มุกเสี่ยงเต็ม ๆ

กลิ่นตัวที่ชัดเจนขึ้น ส่วนใหญ่มักไม่ใช่เพราะ “ไม่สะอาด” แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ เหงื่อ + ไขมันผิวหนัง + จุลชีพบนผิว ซึ่งถูกขยายให้เด่นชัดในสภาพแวดล้อมที่อับชื้นและร้อน วัยรุ่นหรือคนอายุน้อยที่อดนอนเป็นประจำ รับประทานอาหารนอกบ้านที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เครียดสะสม นั่งนานและไม่ค่อยเคลื่อนไหว ก็อาจเกิดกลิ่นตัวลักษณะคล้าย “กลิ่นวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ” ได้เร็วกว่าที่คิด

คำว่า “กลิ่นแก่หรือกลิ่นผู้สูงอายุ” มักหมายถึงกลิ่นอับ มัน หนัก ไม่ได้ขึ้นกับอายุเสมอไป แต่เกิดจากพฤติกรรมที่ทำให้กลิ่นถูกขยายชัดขึ้น โดยเฉพาะ การรับประทานอาหารที่มีน้ำมันสูง น้ำตาลสูง รสชาติจัดจ้าน และการดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้ง

อาหารเหล่านี้จะเร่งการเกิดออกซิเดชันของไขมันในผิวหนังและทำให้กลิ่น “ฉุน” มากขึ้น ดังนั้น ภาระหนักจากการเผาผลาญน้ำมันและแอลกอฮอลทำให้ส่วนประกอบของไขมันในผิวหนังมีแนวโน้มที่จะเกิดออกซิเดชันได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ รสชาติเผ็ดร้อนและกระตุ้นประสาทสัมผัส รวมถึงซอสรสจัดจ้านยังทำให้กลิ่นเหงื่อและลมหายใจรุนแรงขึ้นอีกด้วย

7 อาหารที่ทำให้กลิ่นตัวแรงขึ้น ยิ่งกินยิ่งกระตุ้นกลิ่น มีดังนี้

1. อาหารมีกำมะถันสูง: กำมะถันสามารถถูกขับออกมาทางลมหายใจและเหงื่อ ทำให้เกิดกลิ่น “กระเทียมหรือกำมะถัน” ซึ่งตรวจพบได้ง่ายที่สุด “หลังรับประทานอาหาร” ตัวอย่างอาหารที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • กระเทียม
  • หัวหอม
  • หอมแดง
  • กุยช่าย
  • ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี คะน้า และหัวไชเท้า

2.เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป: การบริโภคเนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อหมูในปริมาณมาก รวมถึงเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน และแฮมเพิ่มภาระการเผาผลาญโปรตีนและเพิ่มผลิตภัณฑ์จากการย่อยสลายในลำไส้ สารปรุงแต่งและไขมันในเนื้อแปรรูปทำให้รสชาติเข้มข้นและคงอยู่นานขึ้น

3.อาหารรสจัด เครื่องเทศหนัก: เครื่องเทศเหล่านี้กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ทำให้เหงื่อออกและอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เมื่อรวมกับส่วนประกอบระเหยของเครื่องเทศเองแล้ว จะยิ่งเพิ่มกลิ่นระเหย ทำให้กลิ่นเหงื่อแรงมากขึ้น ตัวอย่างอาหารที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • หมาล่า
  • พริก
  • พริกไทยดำ
  • แกงกะหรี่
  • ยี่หร่า
  • ซอสสะเต๊ะ

4.อาหารทอด ไขมันสูง: จะทำให้การหลั่งน้ำมันจากต่อมไขมันที่เพิ่มขึ้นและการเกิดออกซิเดชันของไขมันที่เร็วขึ้น ทำให้บริเวณคอ รักแร้ และหลัง มีแนวโน้มที่จะรู้สึก “มันเยิ้ม” และมีกลิ่น “เหม็นอับ” ตัวอย่างอาหารที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • อาหารทอด
  • ซอสข้น
  • เนย
  • อาหารผัดที่มีน้ำมันมาก

5. น้ำตาลและเครื่องดื่มหวาน: การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดและอาการอักเสบที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการผลิตน้ำมันบนผิวหนังที่เพิ่มขึ้น และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการย่อยสลายของแบคทีเรียในรูขุมขน ส่งผลให้เกิดความมัน การอักเสบ และความไม่สมดุลของแบคทีเรีย ตัวอย่างอาหารที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • ชานมไข่มุก
  • เครื่องดื่มหวาน
  • ขนมหวาน
  • คุกกี้
  • แป้งขัดขาว

6.แอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์และสารเมตาบอไลต์ของแอลกอฮอล์จะถูกขับออกบางส่วนทางระบบหายใจและเหงื่อ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการนอนหลับและรูปแบบการขับเหงื่อได้ง่าย และกลิ่นจะติดทนนานขึ้นในวันถัดไป ทำให้กลิ่น “เหนียวและยากที่จะจางหายไป” ตัวอย่างอาหารที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • เบียร์
  • สุรา
  • ค็อกเทล

7.ผลิตภัณฑ์จากนม: คนจำนวนน้อยมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมแลคโตสหรือโปรตีนในนม ทำให้เกิดการหมักในลำไส้เพิ่มขึ้น และอาจทำให้มีกลิ่นตัว “เหม็นอับ” หรือกลิ่นเปรี้ยว ตัวอย่างอาหารที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • ชีส
  • นมสด
  • เนย

สรุปได้ว่า การกระตุ้นกลิ่นแรงที่สุด คือ ไขมันสูง + รสจัด + แอลกอฮอล์ + อดนอน

บทความนี้เรียบเรียงและแปลจากต้นฉบับ โดยอ้างอิงข้อมูลจากคลินิกแพทย์แผนจีน Zhubei Changsheng Tang

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน