ทนายเดชา เผย ทนายตั้ม ดีใจจนร้องไห้ หลังศาลยกคำร้อง ชี้มีโอกาสชนะคดีสูง แช่ไวน์รอต้อนรับไว้แล้ว ฝากบอกรีบออกมาให้ไว “เดี๋ยวไวน์เน่า”
จากกรณีอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม จำนวน 71,000,000 บาท เพื่อนำไปคืนให้ “เจ๊อ้อย” โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงนั้น
ต่อมาศาลแพ่งมีคำพิพากษายกคำร้องของอัยการ โดยเห็นว่าพยานหลักฐานที่นำสืบยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานตามที่กล่าวหา จึงไม่อาจมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์จำนวน 71 ล้านบาทได้ ขณะเดียวกัน ในส่วนของคดีอาญาอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา โดยมีนัดสืบพยานในช่วงต้นเดือนมีนาคม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับกันณีกังกล่าว วันที่ 25 ก.พ.2569 ที่สำนักงานทนายคลายทุกข์ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ กล่าวว่า ศาลแพ่งมีคำพิพากษายกคำร้องของอัยการ เนื่องจากไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าทนายตั้มกระทำความผิดตามที่กล่าวหา ในชั้นไต่สวน อัยการไม่ได้มีการนำตัวผู้เสียหายหรือพนักงานสอบสวนมาเบิกความ
มีเพียงเจ้าหน้าที่ ป.ป.ง. ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมเอกสารจากพนักงานสอบสวนมานำเสนอ โดยเอกสารหลายฉบับไม่ได้รับรองความถูกต้อง ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้งยังไม่ปรากฏองค์ประกอบความผิดมูลฐานฐานฉ้อโกงอย่างชัดเจน
ส่วนกรณีการออกหมายจับก่อนหน้านี้ ทนายเดชามองว่า เป็นกระบวนการระหว่างพนักงานสอบสวนกับศาล ซึ่งเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียว โดยทนายตั้มยังไม่มีโอกาสโต้แย้งพยานหลักฐานจากฝ่ายตำรวจอย่างเต็มที่
ในประเด็นเงิน 71 ล้านบาทนั้น ทนายตั้มได้ต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นผู้ชักชวนให้ผู้เสียหายมาร่วมทำแอปพลิเคชันเกี่ยวกับสลากกินแบ่ง และเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา เนื่องจากทั้งสองครอบครัวมีความสนิทสนมกัน อีกทั้งยังมีแช็ตสนทนาระหว่างผู้เสียหายกับบุคคลใกล้ชิดเป็นหลักฐานประกอบ เมื่อพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนถึงขั้นเป็นความผิดฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งยึดทรัพย์ได้ และมีคำพิพากษายกคำร้อง
ทนายเดชา กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีแพ่งและคดีอาญาเป็นคนละส่วนกัน อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาในคดีแพ่งสามารถนำไปใช้เป็นพยานเอกสารในคดีอาญาได้ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อทนายตั้ม โดยมองว่าเมื่อศาลแพ่งรับฟังในเบื้องต้นว่าเป็นการให้โดยเสน่หา โอกาสในคดีอาญาก็ยังมีสูง เพราะขณะนี้ทนายตั้มทราบแนวทางการสืบพยานของอัยการแล้ว
กรณีที่นาย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้ออกมาแถลงในมุมของฝ่ายผู้เสียหาย ทนายเดชามองว่าเป็นสิทธิของแต่ละฝ่ายที่เชื่อมั่นในแนวทางของตนเอง แต่หากมองจากข้อมูลที่ตนได้รับในมุมของทนายตั้ม เห็นว่ายังมีโอกาสชนะคดี เพราะในคดีแพ่งถือว่ายกแรกเป็นฝ่ายชนะแล้ว และสามารถนำคำพิพากษาไปประกอบการต่อสู้ในคดีอาญาได้
ทนายเดชา กล่าวว่า ช่วงต้นเดือนมีนาคมจะมีการสืบพยานในคดีอาญา โดยอัยการต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ชัดเจน หากยังมีข้อสงสัยตามสมควรแห่งเหตุ ศาลก็อาจยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ซึ่งจะทำให้ทนายตั้มมีโอกาสชนะคดีสูง จากการพูดคุยกับคนใกล้ชิดทนายตั้ม ซึ่งไปรับฟังคำพิพากษา ระบุว่าทนายตั้มรู้สึกดีใจถึงกับร้องไห้หลังศาลมีคำสั่งยกคำร้อง และได้โทรศัพท์มาเล่าให้ฟัง
ทนายเดชา กล่าวอีกว่า หากท้ายที่สุดศาลวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา และทนายตั้มไม่มีความผิด ผู้ที่เข้าแจ้งความอาจเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือกลั่นแกล้งผู้อื่น ซึ่งมีโทษทางอาญา และทนายตั้มสามารถดำเนินคดีกลับรวมถึงเรียกค่าเสียหายได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าตัวสำหรับเงิน 71,000,000 บาท หากคดีถึงที่สุดและศาลวินิจฉัยว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ก็ไม่ต้องมีการชดใช้คืนแต่อย่างใด
“รอต้อนรับทนายตั้มออกมาได้แช่ไวน์ไว้รอแล้ว รีบออกมานะ เดี๋ยวไวน์เน่า” ทนายเดชา กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง