หญิงวัย 45 ปี เวียนศีรษะซ้ำๆ 1 เดือน คลื่นไส้ เข้าใจว่าเป็นโลหิตจาง สุดท้ายพบ ประสาทการทรงตัวอักเสบ ร่วมกับหินปูนในหูชั้นในหลุด
หญิงชาวไต้หวันแซ่หวัง อายุ 45 ปี มีอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนซ้ำ ๆ ในช่วงตื่นนอนตอนเช้าเป็นเวลานาน 1 เดือน มักมีอาการคลื่นไส้ เหงื่อแตก และรู้สึกทรงตัวไม่มั่นคงร่วมด้วย เธอเข้าใจว่าเป็นเพียงภาวะโลหิตจางหรือความเครียดสะสม
จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดอาการเวียนศีรษะรุนแรงล้มลงที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษา และพบว่าสาเหตุของอาการเวียนศีรษะมีความซับซ้อน ต้องอาศัยการวินิจฉัยและรักษาร่วมกันระหว่างหลายสาขา จึงทำให้อาการดีขึ้น

ศ.นพ.หลี่ ซวินหัว ผู้อำนวยการภาควิชาประสาทวิทยา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไทเป ระบุว่า อาการเวียนศีรษะดูเหมือนเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป แต่สาเหตุอาจไม่ได้มีเพียงประการเดียว อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบทรงตัวในหูชั้นใน หรือเกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจและหลอดเลือด หรือความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยและดูแลรักษา โรงพยาบาลได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างแผนกโสตศอนาสิกวิทยาและประสาทวิทยา จัดตั้งคลินิกเวียนศีรษะแบบสหสาขา ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่พบไม่มากในประเทศ เพื่อยกระดับความแม่นยำในการวินิจฉัยและรักษา
ศ.นพ.หลี่กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการตรวจครั้งแรกในแผนกประสาทวิทยา จากการซักประวัติพบว่า อาการเวียนศีรษะมักเกิดขึ้นเมื่อหันศีรษะหรือเปลี่ยนท่าทาง และแต่ละครั้งมีระยะเวลาสั้น แพทย์จึงสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาวะหินปูนในหูชั้นในหลุด (Benign Paroxysmal Positional Vertigo: BPPV)

หลังจากทำการทดสอบหลายรูปแบบและประเมินระบบประสาทอย่างครบถ้วน จึงยืนยันการวินิจฉัย และทำการจัดท่าปรับหินปูนกลับเข้าที่ทันที ส่งผลให้อาการทุเลาลงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การดีขึ้นของอาการไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของการรักษา ทีมแพทย์ได้ทบทวนลำดับอาการย้อนหลัง พบว่า ผู้ป่วยเคยมีอาการเวียนศีรษะรุนแรงครั้งแรกเมื่อ 1 เดือนก่อน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภาวะประสาทการทรงตัวอักเสบ (Vestibular Neuritis) จึงส่งต่อไปตรวจเพิ่มเติมในแผนกโสตศอนาสิกวิทยา ผลตรวจพบว่าการทำงานของระบบทรงตัวด้านซ้ายบกพร่องร่วมกับการได้ยินลดลงเล็กน้อย สรุปการวินิจฉัยว่าเป็นประสาทการทรงตัวอักเสบร่วมกับภาวะหินปูนในหูชั้นในหลุด
ภายใต้การดูแลแบบสหสาขา ผู้ป่วยได้รับการควบคุมอาการ พร้อมทั้งเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพระบบทรงตัว ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ การเดินทรงตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน อาการเวียนศีรษะลดลง และสามารถกลับไปออกกำลังกายเดินตอนเช้าได้อีกครั้ง ค่อย ๆ ฟื้นคืนความมั่นใจในชีวิตประจำวัน

นพ.หลิน เจ๋อเสวียน ผู้อำนวยการภาควิชาโสตศอนาสิกวิทยา โรงพยาบาลเดียวกัน ระบุว่า จากการสังเกตพบว่า ผู้ป่วยในคลินิกเวียนศีรษะมากกว่า 30% ต้องอาศัยการร่วมวินิจฉัยจากสองสาขาจึงจะได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง บางรายที่เดิมคิดว่าเป็นเพียงภาวะหินปูนหลุด อาจแท้จริงแล้วเป็นภาวะสมองน้อยขาดเลือด หรือไมเกรนชนิดเวียนศีรษะ ขณะที่บางรายต้องผ่านการตรวจการทรงตัวโดยละเอียด จึงพบว่าเป็นโรคเมเนียร์
นพ.หลินกล่าวทิ้งท้ายว่า อาการเวียนศีรษะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก อาจทำให้เดินลำบาก การทำงานถูกจำกัด และก่อให้เกิดความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า การดูแลแบบสหสาขาที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้สามารถระบุสาเหตุได้รวดเร็วและรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยหลุดพ้นจากวงจรความทุกข์ทรมานจากอาการเวียนศีรษะได้อย่างแท้จริง