รู้จักสาเหตุ อาการ ไข้กาฬหลังแอ่น และวิธีป้องกันอย่างถูกต้อง เพื่อรับมือได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

“ไข้กาฬหลังแอ่น” เป็นอีกหนึ่งโรคติดเชื้อที่ดูน่ากังวล แต่หากทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโรคนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง และอาจคร่าชีวิตผู้ป่วยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร

โรคไข้กาฬหลังแอ่นมีชื่อทางการแพทย์ว่า Meningococcemia หรือ Meningococcal meningitis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ซึ่งสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้อย่างรุนแรง

ที่มาของชื่อ “หลังแอ่น” มาจากอาการสำคัญของผู้ป่วยที่อาจมีอาการชักเกร็งจนหลังแอ่น ส่วนคำว่า “ไข้กาฬ” สื่อถึงความรุนแรงของโรคที่อาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เชื้อชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ แต่ที่พบก่อโรคบ่อย ได้แก่ สายพันธุ์ B และ C

สถานการณ์ในประเทศไทย

แม้โรคนี้จะไม่แพร่ระบาดวงกว้างเหมือนไข้หวัดใหญ่หรืออหิวาตกโรค แต่ประเทศไทยเคยพบการระบาดเป็นระยะ โดยมักเกิดในวงจำกัด เช่น ในโรงเรียน หอพัก หรือครอบครัวเดียวกัน

ข้อมูลย้อนหลังพบผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 20–50 ราย และมีผู้เสียชีวิตไม่เกิน 10 รายต่อปี โดยกลุ่มเสี่ยงหลักคือเด็กและวัยหนุ่มสาว

การติดต่อของโรค

โรคไข้กาฬหลังแอ่นติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งอย่างใกล้ชิด เช่น น้ำลาย น้ำมูก

พฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่

  • ใช้ภาชนะร่วมกัน
  • สูบบุหรี่ร่วมกัน
  • จูบหรืออยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน

ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณ 2–10 วัน และสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ

อาการที่ต้องเฝ้าระวัง

ผู้ป่วยระยะแรกอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น

  • ไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บคอ
  • อ่อนเพลีย

หากอาการรุนแรงขึ้น อาจพบสัญญาณสำคัญ ได้แก่

  • ผื่นจุดเลือดออกลักษณะคล้ายดาวกระจาย
  • คอแข็ง
  • ซึม สับสน
  • ชักเกร็ง

ในกรณีรุนแรง เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะช็อก และเสียชีวิตได้ภายใน 24–48 ชั่วโมง

การรักษา

โรคนี้สามารถรักษาได้ หากตรวจพบเร็ว โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะอย่างเร่งด่วน เช่น กลุ่มเพนิซิลลิน หรือเซฟาโลสปอริน พร้อมการรักษาประคับประคอง อย่างไรก็ตาม หากรักษาไม่ทัน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น

  • สูญเสียการได้ยิน
  • อัมพาต
  • เนื้อเยื่อตายจนต้องตัดอวัยวะ
  • การป้องกัน

การป้องกันสามารถทำได้ทั้งการดูแลสุขอนามัยและการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง เช่น

  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ระบาด
  • ผู้แสวงบุญ
  • บุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย

วัคซีนที่ใช้มีทั้งชนิดป้องกันสายพันธุ์ A, C, W, Y และสายพันธุ์ B

นอกจากนี้ การป้องกันพื้นฐานยังสำคัญ เช่น

  • ล้างมือสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน