หญิงชาวจีนวัย 41 ปี เสียชีวิตจาก “ไตวาย” แพทย์ชี้ ต้นเหตุจากเครื่องดื่ม 2 ประเภทนี้เป็นประจำ แนะนำเลี่ยงได้เลี่ยง หากกินสะสมส่งผลเสียต่อร่างกาย
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ หญิงวัยกลางคนอายุ 41 ปีในประเทศจีน เสียชีวิตจากภาวะไตวาย หลังเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตหลายวัน สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัว และกลายเป็นกรณีเตือนภัยด้านสุขภาพที่สำคัญ
รายงานระบุว่า “หลี่ซา” หญิงพนักงานธนาคาร มักทำงานจนดึกเป็นประจำ และมีพฤติกรรมดื่มน้ำอัดลมแช่เย็น หรือชง “ชาสมุนไพรลดน้ำหนัก” ดื่มระหว่างทำงาน โดยเชื่อว่าจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นและควบคุมน้ำหนักได้
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนจากร่างกายเริ่มปรากฏขึ้นโดยที่เธอไม่ทันสังเกต ช่วงแรกมีอาการปากแห้ง อ่อนเพลีย และปัสสาวะบ่อย ก่อนจะพัฒนาเป็นเบื่ออาหาร บวม และความดันโลหิตสูง กระทั่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “ไตวายระยะสุดท้าย”
สื่อ Baidu รายงานว่า ในวันที่หลี่ซาเสียชีวิต แพทย์ได้กล่าวกับครอบครัวว่า “บางครั้ง การยอมกระหายน้ำ ยังดีกว่าการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเครื่องดื่มที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย สิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นเพียงเครื่องดื่มธรรมดา อาจกำลังทำร้ายไตโดยไม่รู้ตัว”

ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในจีนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.5% โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 25–45 ปี ซึ่งพบอัตราความผิดปกติของไตแฝงสูงถึง 12.7% สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการดื่มน้ำของผู้คนกำลังส่งผลต่อสุขภาพอย่างเงียบ ๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนว่า น้ำอัดลมและชาลดน้ำหนัก เป็นเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อไตอย่างมาก แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องปกติในการบริโภค
1. น้ำอัดลม
- น้ำตาลสูง : น้ำอัดลม 500 มิลลิลิตร มีน้ำตาลสูงถึง 52 กรัม มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวัน การบริโภคต่อเนื่องเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน 34% และเบาหวาน 26% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคไต
- ฟอสเฟตและสารปรุงแต่ง : เครื่องดื่มประเภทนี้มักมีฟอสเฟตและสารกันเสียจำนวนมาก ส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น และอาจทำลายโครงสร้างของหน่วยไต
- เสียสมดุลอิเล็กโทรไลต์ : การดื่มเป็นเวลานานอาจทำให้แคลเซียมในเลือดลดลง กรดยูริกเพิ่มขึ้น และเกิดความไม่สมดุลของโซเดียม-โพแทสเซียม ซึ่งเพิ่มภาระให้ไตในระยะยาว
2. ชาลดน้ำหนัก
- สารขับปัสสาวะและยาระบาย : ชาลดน้ำหนักจำนวนมากมีส่วนผสม เช่น ใบเซนนา หรือสมุนไพรที่กระตุ้นการขับถ่ายและปัสสาวะ หากบริโภคต่อเนื่อง อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเสียสมดุลเกลือแร่ ส่งผลต่อไต
- ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน : ชาหลายชนิดไม่มีฉลากชัดเจนหรือไม่ได้รับการรับรอง อาจปนเปื้อนสารอันตราย ทำให้เกิดพิษต่อตับและไต
- สูญเสียสารอาหาร : การใช้สารขับปัสสาวะและยาระบาย ทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุสำคัญ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และในกรณีรุนแรงอาจเกิดไตวายเฉียบพลัน
ข้อมูลยังระบุว่า จำนวนผู้ป่วยหญิงอายุ 20–40 ปีที่มีภาวะไตเสียหายจากการบริโภคชาลดน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า โดยกว่า 70% ไม่ทราบถึงความเสี่ยงดังกล่าว

ผลกระทบต่อไตหากยังดื่มต่อเนื่อง
ไตมีหน้าที่กรองของเสีย โดยประมวลผลของเหลวในร่างกายประมาณ 180 ลิตรต่อวัน การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ฟอสเฟต และสารปรุงแต่งสูง จะเพิ่มภาระให้ไต และเร่งให้เกิดความเสียหาย
งานวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ มีความเสี่ยงโรคไตเรื้อรังสูงขึ้น 22% และอาจนำไปสู่ภาวะอักเสบของไต การรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และการเสื่อมของการทำงานของไต ซึ่งมักแสดงอาการชัดเจนเมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว
นอกจากนี้ การใช้ชาลดน้ำหนักที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจต้องพึ่งการฟอกไต และยากต่อการฟื้นฟู
ที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวในระยะแรก เมื่อเริ่มมีอาการชัดเจน เช่น บวม หรือมีโปรตีนในปัสสาวะ มักเข้าสู่ระยะอันตรายแล้ว
คำแนะนำในการดูแลสุขภาพไต
- ควรดื่มน้ำสะอาด โดยเฉพาะน้ำอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเย็นจัดและเครื่องดื่มแปรรูป ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่คือวันละ 1,500–2,000 มิลลิลิตร และสามารถเพิ่มได้ในสภาพอากาศร้อนหรือช่วงออกกำลังกาย
- จำกัดการบริโภคน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และชาลดน้ำหนัก แม้จะมีรสชาติดีหรือโฆษณาน่าสนใจ ควรหลีกเลี่ยงเพื่อปกป้องไต
- หากต้องการปรับพฤติกรรม ควรค่อย ๆ เปลี่ยนไปดื่มน้ำเปล่า ชาอ่อน หรือเครื่องดื่มจากธรรมชาติ เพื่อลดภาระการทำงานของไตในระยะยาว
ที่มา SOHA