หนุ่มวัย 20 ปีมีอาการคัน ผื่นแดง ตุ่มน้ำลามถึงอวัยวะเพศ เหตุกินยาเนื่องจากข้อเท้าพลิก แพทย์ชี้ แพ้ยา เตือน 4 กลุ่มยาที่พบบ่อย

ชายแซ่อู๋ วัย 20 ปี ซึ่งปกติสุขภาพแข็งแรงและไม่ค่อยเข้ารับการรักษาพยาบาล ได้ซื้อยาแก้ปวดจากร้านขายยาเนื่องจากข้อเท้าขวาพลิก โดยไม่คาดคิดว่าหลังรับประทานยานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ จะเริ่มมีผื่นแดงลักษณะเป็นวงกลม คันและเจ็บ ปรากฏตามปลายมือปลายเท้า รวมถึงบริเวณอวัยวะเพศ เดิมคิดว่าเป็นเพียงโรคผิวหนังทั่วไป

ต่อมาเมื่อเขารับประทานยารักษาอาการหวัดเพิ่มเติม เพียงหนึ่งวัน ผื่นในตำแหน่งเดิมก็กลับมาขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว และรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นตุ่มน้ำ ทำให้ต้องรีบไปพบแพทย์

พญ. เย่รุ่ยเหวิน แพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเฉิงกง ซึ่งรับดูแลผู้ป่วยรายนี้ เปิดเผยว่า จากการซักประวัติการใช้ยาอย่างละเอียดและการตรวจชิ้นเนื้อผิวหนัง พบว่าผู้ป่วยเป็น “ผื่นแพ้ยาชนิดคงที่” (Fixed Drug Eruption) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาแพ้ยาชนิดหนึ่ง

โดยลักษณะสำคัญคือ เมื่อได้รับยาที่ก่อให้เกิดอาการครั้งแรก จะเกิดผื่นภายในประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ และหากได้รับยาชนิดเดิมอีกในอนาคต ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้ผื่นเกิดขึ้นซ้ำในตำแหน่งเดิมภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน

พญ. เย่รุ่ยเหวิน อธิบายว่า ผื่นชนิดนี้มักมีลักษณะเป็นปื้นแดงทรงกลม ขอบเขตชัดเจน ตรงกลางมีสีเข้มกว่า และอาจพัฒนาเป็นตุ่มน้ำหรือแผลได้ แม้หยุดยาแล้วอาการจะดีขึ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่มักทิ้งรอยคล้ำบนผิวหนังไว้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผื่นมักพบบริเวณเยื่อบุช่องปาก รอบอวัยวะเพศ ใบหน้า หรือปลายแขนขา และในบางรายที่รุนแรง อาจพัฒนาเป็น ผื่นแพ้ยาชนิดมีตุ่มน้ำกระจายทั่วร่างกาย สำหรับยาที่มักเป็นสาเหตุ แพทย์ระบุว่า ได้แก่

  • ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
  • ยาปฏิชีวนะ
  • ยาลดกรดยูริก
  • ยารักษาโรคลมชัก

ในด้านการรักษา การระบุและหยุดยาที่ก่อให้เกิดอาการทันทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แพทย์เตือนว่า หากมีอาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์หรือยาปรับภูมิคุ้มกันร่วมกับการดูแลแผลอย่างเหมาะสม

แพทย์ยังเน้นย้ำว่า เมื่อทราบข้อมูลการแพ้ยาแล้ว ควรบันทึกไว้ในบัตรประกันสุขภาพและระบบเวชระเบียน พร้อมแจ้งประวัติการใช้ยาแก่แพทย์ทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ซ้ำในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน