3 ปัจจัย กินคอลลาเจนมานาน แต่ไม่เห็นผล นักโภชนาการเผย หลายคนทำผิดวิธี ย้ำบางพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอาจเร่งการสลายได้
หลายคนมีพฤติกรรมเสริมคอลลาเจนเป็นประจำ แต่กลับพบว่า “รับประทานมานานแล้วไม่เห็นผล” นักโภชนาการ จางอวี่ซี ระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่รับประทานหรือไม่ แต่อยู่ที่การรับประทานอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยได้สรุป 3 หลักการสำคัญเพื่อให้คอลลาเจนเกิดประสิทธิภาพ ดังนี้
- เลือกคอลลาเจนเปปไทด์โมเลกุลขนาดเล็ก เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า
- รับประทานขณะท้องว่างหรือก่อนนอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม
- รับประทานร่วมกับวิตามินซีและโปรตีน เพื่อช่วยเสริมการดูดซึมและการนำไปใช้ของร่างกาย

นักโภชนาการ จางอวี่ซีอธิบายเพิ่มเติมว่า คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีปริมาณมากที่สุดในร่างกาย คิดเป็นมากกว่า 30% ของโปรตีนทั้งหมด มีบทบาทสำคัญในการคงความยืดหยุ่นของผิวหนัง สุขภาพข้อต่อ และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ อย่างไรก็ตาม หากวิธีการรับประทานไม่ถูกต้อง แม้จะเสริมต่อเนื่องก็อาจไม่เห็นผลชัดเจน
ในด้านวิธีการรับประทาน แนะนำให้เลือกคอลลาเจนเปปไทด์โมเลกุลขนาดเล็ก เนื่องจากมีขนาดเล็กและดูดซึมได้ง่าย ปริมาณที่เหมาะสมต่อวันอยู่ที่ประมาณ 2.5 – 10 กรัม และควรรับประทานต่อเนื่อง 8 – 12 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นผล
นอกจากนี้ ช่วงเวลาการรับประทานก็มีความสำคัญ โดยการรับประทานขณะท้องว่างจะช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น ส่วนการรับประทานก่อนนอนจะช่วยให้ร่างกายนำไปใช้ในช่วงการซ่อมแซมระหว่างการนอนหลับ

นอกจากการเสริมคอลลาเจนโดยตรงแล้ว การได้รับสารอาหารร่วมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยวิตามินซีช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน โปรตีนคุณภาพดีช่วยเป็นวัตถุดิบในการสร้างเนื้อเยื่อ ขณะที่แร่ธาตุอย่างสังกะสีและทองแดงก็มีส่วนร่วมในกระบวนการสังเคราะห์เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างอาจเร่งการสลายของคอลลาเจนได้ จางอวี่ซีเตือนว่า การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูงอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาไกลเคชัน ทำลายโครงสร้างคอลลาเจน การนอนดึกและการสูบบุหรี่ส่งผลต่อความสามารถในการซ่อมแซมของร่างกาย
รวมถึงการสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานานก็ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสลายได้ ดังนั้น หากละเลยปัจจัยเหล่านี้ แม้จะเสริมผลิตภัณฑ์มากเพียงใด ก็อาจไม่เห็นผลตามที่คาดหวัง