หญิงวัย 45 ปีมีไข้ ก่อนช็อกจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด แพทย์เตือน 9 สัญญาณอันตราย ไข้ลด ไม่ได้แปลว่าอาการดีขึ้น

“แค่มีไข้ แต่กลับช็อกได้” นพ.หวงเซวียน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต เผยกรณีผู้ป่วยหญิงวัย 45 ปีรายหนึ่ง ที่ถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉินในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่

โดยผู้ป่วยมีสีหน้าซีดเทา สายตาเริ่มเลื่อนลอย ตอบสนองช้าลง มือเท้าเย็น แม้อุณหภูมิร่างกายอยู่ที่ 38.5 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ถือว่าสูงมาก แต่ความดันโลหิตกลับลดลงอย่างรวดเร็ว

ในตอนแรก ครอบครัวเข้าใจว่าเป็นเพียงไข้หวัดทั่วไป แต่ภายหลังแพทย์วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่รุนแรงร่วมกับปอดอักเสบ จนเกิด “ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด” หรือ Septic Shock

นพ.หวงเซวียนอธิบายว่า แหล่งติดเชื้อที่พบบ่อยของภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ได้แก่

  • ปอดอักเสบ
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • การติดเชื้อในช่องท้อง
  • ภาวะเนื้อเยื่ออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
  • การติดเชื้อจากสายสวนหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • การติดเชื้อระบบประสาทส่วนกลาง
  • เยื่อบุหัวใจอักเสบ
  • การติดเชื้อในกระดูกและข้อ

“ระบบไหลเวียนโลหิตทั้งระบบอาจพังทลายลงอย่างกะทันหัน และจุดเริ่มต้นมักเป็นเพียงไข้ธรรมดาที่ดูไม่น่ากังวล” แพทย์กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อแบคทีเรียหรือไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะเข้าต่อสู้กับเชื้อโรค

หลังการต่อสู้ ซากของทั้งสองฝ่ายจะปล่อยสารที่เรียกว่า “สารก่อไข้” (Pyrogen) ซึ่งจะไหลเวียนไปยังไฮโปทาลามัสในสมอง อันเป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย เมื่อสมองรับรู้ว่าร่างกายกำลังถูกคุกคาม ก็จะเพิ่มอุณหภูมิให้เกิดไข้

นพ.หวงเซวียนเปรียบเทียบว่า “ไข้ก็เหมือนสัญญาณเตือนไฟไหม้ในโรงงาน” ตัวสัญญาณเองไม่อันตราย แต่อันตรายคือ “ไฟ” ที่อยู่เบื้องหลัง หรือก็คือการติดเชื้อ หากควบคุมการติดเชื้อไม่ได้ เรื่องจะไม่จบแค่ไข้ธรรมดา

แพทย์ระบุว่า โดยปกติเมื่อภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อโรคได้แล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะหยุดทำงาน แต่บางครั้งหากการติดเชื้อรุนแรงเกินไป หรือสารพิษจากเชื้อแบคทีเรียมีมาก ระบบภูมิคุ้มกันจะยังคงปล่อยสารเคมีหรือ “ไซโตไคน์” จำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาวะที่เรียกว่า “พายุไซโตไคน์” (Cytokine Storm)

จากเดิมที่ภูมิคุ้มกันทำหน้าที่เหมือนนักดับเพลิง กลับกลายเป็นผู้ก่อไฟเสียเอง และเริ่มทำลายอวัยวะของร่างกาย

นอกจากนี้ นพ.หวงเซวียนยังเตือนว่า หลายคนเข้าใจว่าอาการจะค่อย ๆ แย่ลงทีละน้อย แต่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดสามารถทรุดลงอย่างรวดเร็ว “ภายในไม่กี่ชั่วโมง” ผู้ป่วยบางรายตอนกลางวันยังเล่นโทรศัพท์มือถือได้ตามปกติ แต่ตกกลางคืนความดันโลหิตกลับเริ่มตก

เมื่อการติดเชื้อควบคุมไม่ได้ อวัยวะต่าง ๆ จะเริ่มขาดออกซิเจน ไตหยุดทำงาน ปอดแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ลดลง หัวใจถูกผลกระทบจากการอักเสบ และท้ายที่สุดเข้าสู่ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก

แพทย์เตือนว่า หากมีไข้ร่วมกับอาการต่อไปนี้ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ได้แก่

  • หายใจลำบาก
  • สับสนหรือรู้สึกตัวผิดปกติ
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • เหงื่อออกเย็น
  • ง่วงซึมผิดปกติ
  • ปัสสาวะลดลง
  • เจ็บหน้าอก
  • มือเท้าเย็น
  • ริมฝีปากเขียวคล้ำ

โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ฟอกไต หรือผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ไม่ควรฝืนทนหรือรอดูอาการเอง

นพ.หวงเซวียนย้ำว่า สิ่งที่ทำให้แพทย์กังวลจริง ๆ ไม่ใช่ “ไข้สูงแค่ไหน” แต่คือ “ลักษณะของผู้ป่วยเปลี่ยนไป” เช่น เงียบผิดปกติ เรียกแล้วตอบสนองช้า หายใจเร็วขึ้น ซีด ปัสสาวะลดลง หรือมีอาการมือเท้าเย็น

“หลายคนจับหน้าผากแล้วบอกว่า ‘ดีแล้ว ไข้ลดลง’ แต่บางครั้ง นั่นไม่ใช่อาการดีขึ้น แต่อาจหมายถึงระบบไหลเวียนเลือดกำลังเริ่มล้มเหลวแล้ว” แพทย์กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน