สาวเปิดใจ ถ้าไม่เป็นข่าว แม่คงโดนบังคับจ่ายค่าซ่อมรถ หลังเซถลาหัวฟาดกระจกรถเมล์แตก ไม่พาไป รพ.แต่ยื้อเรียกค่าเสียหายก่อน เผยท่าทีคู่กรณีเปลี่ยนทันที หอบกระเช้าขอโทษ ไม่ต้องรับผิดชอบ แถมจะจ่ายสินไหมให้ด้วย

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 18 พ.ค.69 คุณกัณฐิกา ศุภประเสริฐศิลป์ หรือคุณแป้ง ลูกสาวของผู้บาดเจ็บ เปิดใจกับ “ข่าวสดออนไลน์” ภายหลังจากที่ได้โพสต์เหตุการณ์ที่คุณแม่กำลังจะลงจากรถเมล์ และรถเมล์เลี้ยวแรง จนคุณแม่เซถลาหัวฟาดกระจกร้าว แต่รถเมล์ไม่พาไป รพ. กลับเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างผู้โดยสารประมาทเอง อ่านข่าว สาวเดือด แม่กำลังจะลง รถเมล์เลี้ยวแรง เซถลาหัวฟาดกระจกร้าว ไม่พาไป รพ. แต่นั่งเรียกเงิน

คุณกัณฐิกา กล่าวว่า ช่วงนั้นคุณแม่กำลังเตรียมตัวที่จะลงจากรถเมล์ จึงได้ลุกขึ้นยืนหลังจากถามกระเป๋ารถเมล์แล้วได้รับคำตอบว่า “กำลังจะถึงแล้ว” จังหวะเกิดอุบัติเหตุ คุณแม่ยืนขึ้นรถเมล์ได้เลี้ยวโค้งพอดี ทำให้คุณแม่เสียหลัก เซและล้มลงไปกระแทกกับกระจกอย่างแรงจนกระจกแตก จากนั้นกระเป๋ารถเมล์ตะโกนบอกคนขับว่ากระจกแตก แต่ไม่มีการเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือสอบถามอาการบาดเจ็บของคุณแม่เลย

โดยกระเป๋ารถเมล์ได้ติดต่อทางประกันภัย ซึ่งเป็นประกันภัยชั้น 3 ซึ่งประกันแจ้งว่าไม่รับผิดชอบ และหัวหน้างานระบุว่าเป็น “ความประมาทของผู้โดยสาร ผู้โดยสารต้องรับผิดชอบค่าเสียหายกระจกรถเป็นเงิน 4,300 บาท” ในตอนนั้น คุณแม่มีอาการตกใจ มึนศีรษะ และกลัวความผิด จึงติดต่อให้ตนไปหา

เมื่อไปถึงก็พาคุณแม่ไปตกลงกับรถเมล์และประกันที่โรงพัก โดยผลสรุปคือ ลงบันทึกประจำวันไว้ว่า ฝั่งคุณแม่จะช่วยชดเชยค่าเสียหายให้คนขับรถเมล์เป็นเงิน 2,000 บาท เนื่องจากบริษัทรถเมล์ไม่รับผิดชอบ คนขับต้องรับผิดชอบเอง จากนั้นก็พาแม่ไปที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์ พ.ร.บ. ที่คู่กรณีแจ้งไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องสำรองจ่าย แต่เมื่อไปถึง โรงพยาบาลกลับแจ้งว่า “ไม่มีเจ้าหน้าที่จากฝั่งรถเมล์หรือประกันมาประสานงานไว้ จึงขอให้ทางผู้ป่วยสำรองจ่ายไปก่อน”

ในตอนนั้นตนยอมรับว่า เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมีปากเสียงกันเล็กน้อย ทางโรงพยาบาลจึงได้โทรตามตำรวจและหน่วยงานประกันภัยให้มาเคลียร์ ต่อมา คุณหมอได้สอบถามอาการปวดของคุณแม่ว่า ปวดหัวระดับไหน จาก 10 คุณแม่ตอบว่าปวดระดับ 8 ซึ่งถือว่าปวดหัวมาก คุณแม่จึงได้รับการตรวจรักษาX-ray และ CT Scan สมอง ผลตรวจพบว่าคุณแม่มีอาการปวดศีรษะรุนแรง และมีอาการอาเจียนไม่หยุด แพทย์จึงสั่งให้แอดมิท เพื่อรอดูอาการอย่างใกล้ชิด

​ต่อมา ตนได้โพสต์เรื่องราวนี้ในโลกโซเชียล และหลังจากที่เรื่องราวนี้เริ่มถูกนำเสนอเป็นข่าวภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงท่าทีของหน่วยงานคู่กรณีก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คือมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานติดต่อเข้ามาขอโทษ เจ้าหน้าที่อู่รถเมล์ คนขับรถเมล์ กระเป๋ารถเมล์ หัวหน้างาน และตัวแทนจาก ขสมก. ได้เดินทางมาเข้าเยี่ยมอาการคุณแม่ที่โรงพยาบาลเพื่อขอโทษ ​ฝั่งคู่กรณีแจ้งว่าจะไปลงบันทึกประจำวันฉบับใหม่ โดยยืนยันว่า คุณแม่ไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเรื่องกระจกแตกแล้ว และหลังจากคุณแม่อาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล จะนัดคุยเรื่องค่าสินไหมทดแทนกันอีกครั้ง

ตนเชื่อว่า หากเรื่องนี้ไม่เป็นข่าวและไม่มีกระแสสังคม คู่กรณีก็คงจะบังคับให้คุณแม่เป็นฝ่ายรับผิดชอบค่ากระจกเหมือนเดิม ​มองว่าเหตุการณ์นี้คืออุบัติเหตุ เพราะผู้โดยสารขึ้นรถ จ่ายเงิน ค่าบริการ หน้าที่ของรถเมล์คือส่งผู้โดยสารให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย และควรมีมาตรการความปลอดภัยและประกันภัยที่คุ้มครองผู้โดยสารที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่โยนว่าเป็นความประมาทของผู้โดยสารทันทีที่เกิดเรื่อง

ยอมรับว่า เสียความรู้สึกมากกับการกระทำในตอนแรก เพราะคุณแม่อายุมากแล้วและมีโรคประจำตัว แต่กลับไม่มีการเหลียวแลอาการบาดเจ็บในเบื้องต้น และมุ่งเน้นแต่จะเรียกเก็บเงินค่าเสียหาย ซึ่งหลังจากคุณแม่ออกจากโรงพยาบาล อาจจะมีการเรียกร้องค่าทำขวัญเพิ่มเติมจากความบกพร่องและการบริการของคู่กรณี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน