เช็กก่อนสาย สัญญาณเตือนต้องระวัง ‘ไขมันพอกตับ’ ภัยเงียบที่ไม่ใช่ ‘นักดื่ม’ ก็เป็นได้ เผย ใครบ้างที่เสี่ยง แนะวิธีการป้องกันและรักษาที่ดีที่สุด

โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 เผยแพร่บทความให้ความรู้เกี่ยวกับไขมันพอกตับ ระบุว่า ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ไม่ต้อง “ดื่ม” ก็เป็นได้ เช็กสัญญาณเตือนก่อนสาย

“ฉันไม่ดื่มเหล้า ตับฉันต้องแข็งแรงแน่ๆ” …คุณกำลังคิดแบบนี้อยู่หรือเปล่า?

ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าโรคตับเป็นเรื่องของ “นักดื่ม” เท่านั้น กำลังกลายเป็นกับดักสุขภาพที่น่ากลัวที่สุดในปัจจุบัน รู้หรือไม่ว่า สาเหตุอันดับต้นๆ ของโรคตับแข็งและมะเร็งตับในคนไทย ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ แต่เกิดจากพฤติกรรมการกินและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป จนนำมาสู่ภาวะที่เรียกว่า “ไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD)”

ไขมันพอกตับ (NAFLD) คืออะไร?

ภาวะไขมันพอกตับ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: NAFLD) คือภาวะที่ร่างกายนำไขมันไปสะสมในเซลล์ตับมากเกินปกติ (มากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ) โดยที่ “ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์” แต่เกิดจากระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานผิดปกติ จนทำให้ไขมัน (โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์) ไปเกาะแน่นอยู่ที่ตับ เปรียบเสมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำมันเอาไว้จนชุ่ม

ใครบ้างที่เสี่ยง?

คุณอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง หากมีพฤติกรรมหรือภาวะดังต่อไปนี้

  • น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ โดยเฉพาะผู้ที่มี “อ้วนลงพุง”
  • ชอบทานหวาน/มัน เช่น น้ำหวาน ชานมไข่มุก ของทอด ของมัน แป้งขัดขาว
  • เป็นโรคเบาหวาน หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์สูง
  • ความดันโลหิตสูง
  • ไม่ออกกำลังกาย

4 ระยะอันตรายของไขมันพอกตับ

โรคนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลา เพราะในระยะแรก “มักไม่แสดงอาการ” ผู้ป่วยจะมารู้ตัวอีกทีเมื่อตับเสียหายไปมากแล้ว โดยโรคจะดำเนินไป 4 ระยะ ดังนี้

ระยะไขมันสะสม (Steatosis) ไขมันเริ่มเข้าไปแทรกตัวในเนื้อตับ ยังไม่มีการอักเสบ ระยะนี้ยังสามารถกู้คืนตับให้กลับมาปกติได้ 100% หากปรับพฤติกรรม

ระยะตับอักเสบ (NASH) ไขมันที่พอกเริ่มกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ เซลล์ตับเริ่มบวมและเสียหาย

ระยะพังผืด (Fibrosis) เมื่ออักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะสร้างพังผืดขึ้นมาแทนที่เนื้อตับที่ดี ทำให้ตับเริ่มแข็งและทำงานลดลง

ระยะตับแข็ง (Cirrhosis) และมะเร็งตับ เซลล์ตับถูกทำลายจนหมดสภาพ กลายเป็นตับแข็ง และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับในที่สุด

สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

แม้จะเป็นภัยเงียบ แต่ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนเบาๆ ดังนี้

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่สดชื่น
  • ปวดหน่วงๆ บริเวณชายโครงด้านขวา (ตำแหน่งของตับ)
  • ท้องอืด แน่นท้อง เป็นประจำ
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือลดลงผิดปกติ

วิธีป้องกันและรักษาที่ดีที่สุด = “ปรับพฤติกรรม”

ข่าวดี คือ “ตับเป็นอวัยวะที่ฟื้นฟูตัวเองได้” หากตรวจพบในระยะแรกๆ การรักษาไขมันพอกตับที่ได้ผลดีที่สุดไม่ใช่ยา แต่คือการปฏิวัติตัวเอง

  • ลดน้ำหนัก เพียงแค่ลดน้ำหนักให้ได้ 7-10% ของน้ำหนักตัว ก็สามารถลดไขมันที่ตับและการอักเสบได้
  • เลี่ยงหวาน-มัน ลดน้ำตาลฟรุกโตส (ในน้ำหวาน/ผลไม้รสหวานจัด) และไขมันทรานส์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ เพื่อช่วยเผาผลาญไขมัน
  • ตรวจสุขภาพประจำปี อย่าลืมตรวจค่าตับ (SGOT/SGPT) หรือการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง

อย่ารอให้ตับแข็งแล้วค่อยดูแล เริ่มต้นวันนี้ด้วยการสำรวจจานอาหารของคุณ และหาเวลาไปตรวจสุขภาพตับ เพราะ “ตับแข็งแรง ชีวิตก็ยืนยาว”

ที่มา : โรงพยาบาลนวมินทร์ 9

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน