อย่าฝืนทำงานเกินเวลา! งานวิจัยชี้ สมองโฟกัสเต็มประสิทธิภาพได้เพียง 4 ชั่วโมงต่อวัน แพทย์เตือนยิ่งฝืนยิ่งไร้ประสิทธิผล ย้ำพักทุก 50 นาที ก็ไม่ช่วยให้สมองฟื้นเต็มที่
ในยุคที่การทำงานล่วงเวลาและตารางชีวิตอันเร่งรีบกลายเป็นเรื่องปกติ หลายคนเชื่อว่าการนั่งทำงานให้นานขึ้นจะช่วยเพิ่มผลงานได้มากขึ้น แต่นพ.หลี่ซือเสียน (李思賢)แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ระบุว่า งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถรักษาระดับสมาธิและประสิทธิภาพการทำงานคุณภาพสูงได้เพียงประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น การยืดเวลาทำงานหรืออาศัยการพักสั้น ๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหนื่อยล้าของสมองได้อย่างแท้จริง
งานวิจัยพบ สมองสะสมของเสียหลังทำงานหนักทั้งวัน
นพ.หลี่เปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า จากการศึกษาของทีมนักวิจัยในฝรั่งเศสเมื่อปี 2022 พบว่า หลังจากมนุษย์ใช้สมองทำงานที่มีความซับซ้อนตลอดทั้งวัน บริเวณสมองส่วนหน้าผาก (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ จะเกิดการสะสมของเสียจากกระบวนการเผาผลาญชนิดหนึ่ง ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาท
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่หลายคนมักรู้สึกว่าในช่วงบ่าย สมองเริ่มเลือกทางออกที่ง่ายขึ้น และมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หรือแก้ปัญหาซับซ้อนลดลง

พักทุก 50 นาที ก็ยังไม่ช่วยให้สมองฟื้นเต็มที่
ผลการศึกษายังพบอีกว่า แม้จะใช้รูปแบบการทำงาน 50 นาที พัก 10 นาที ต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 7 ชั่วโมง ประสิทธิภาพทางความคิดก็ยังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แม้จะหยุดพักหลังเลิกงานนานถึง 4 ชั่วโมง สมองก็ยังไม่สามารถกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม
นอกจากการสะสมของเสียแล้ว สมองยังได้รับอิทธิพลจากวงจรชีวภาพตามธรรมชาติ (Ultradian Rhythm) ซึ่งจะเกิดขึ้นทุก 90 – 100 นาที ทำให้ร่างกายมีช่วงเวลาที่ประสิทธิภาพลดลงเป็นระยะ ๆ ตลอดวัน
ฝืนทำงานต่อ ไม่ได้ช่วยให้ผลงานดีขึ้น
นพ.หลี่อธิบายว่า กลไก “ปิดร้าน” ของสมองนี้ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยความพยายามหรือแรงใจเพียงอย่างเดียว หากยังคงฝืนนั่งทำงานต่อไป สมองส่วนที่ควบคุมสมาธิจะมีการไหลเวียนของเลือดลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมถดถอย
นพ.หลี่ยังยกตัวอย่างว่า นักไวโอลิน นักเปียโน นักคณิตศาสตร์ และโปรแกรมเมอร์ระดับโลกจำนวนมาก ต่างมีช่วงเวลาทำงานคุณภาพสูงเฉลี่ยไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า “ทำน้อยลง แต่ทำได้ดีกว่า”

ควรจัดงานสำคัญไว้ช่วงเช้า
เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดทางชีวภาพของสมอง นพ.หลี่แนะนำให้จัดลำดับงานอย่างเหมาะสม สำหรับคนส่วนใหญ่ ช่วงเวลาที่สมองทำงานได้ดีที่สุดคือ 3 – 4 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน เนื่องจากสมองส่วนหน้าผากยังอยู่ในภาวะตื่นตัวเต็มที่ เหมาะสำหรับ
- การตัดสินใจเรื่องสำคัญ
- การเขียนงาน
- การเรียนรู้สิ่งใหม่
- งานวิเคราะห์หรือวางแผน
ส่วนช่วงบ่ายที่ประสิทธิภาพลดลง ควรใช้กับงานที่ไม่ต้องใช้พลังสมองมาก เช่น
- ตอบอีเมล
- จัดเรียงข้อมูล
- ประชุม
- งานเอกสารทั่วไป
![]()
การพักผ่อนที่แท้จริง สำคัญกว่าการทำงานหนัก
นพ.หลี่ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาความสามารถในการจดจ่อ คือ คุณภาพการนอนหลับและการพักผ่อนอย่างแท้จริง วิธีช่วยให้สมองได้พักอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
- เดินเล่น
- หลับตาพัก
- งีบหลับช่วงสั้น ๆ
ในทางตรงกันข้าม การหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถหน้าจอระหว่างพัก กลับเป็นการรับข้อมูลใหม่เข้าสมองอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมองไม่ได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง
แพทย์ระบุว่า ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปยังสมองส่วนที่ควบคุมสมาธิในช่วงเช้า มีผลโดยตรงต่อ “โควตาความจดจ่อ” ของแต่ละวัน ดังนั้น หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน วิธีที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การเปลี่ยนเทคนิคการทำงาน แต่เป็นการเริ่มต้นจาก การนอนหลับให้มีคุณภาพและเพียงพอนั่นเอง