เลขาสภาพัฒน์ เผย รัฐทุบโต๊ะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชนโซลาร์-ลม สั่งเลิกสัญญาชั่วนิรันดร์ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาทเท่าโซลาร์ชุมชน จ่อชง กพช.แก้มติเดิม ก่อนให้ 3 การไฟฟ้าทำสัญญาใหม่ หวังดึงค่า FT และค่าไฟโดยรวมลง ระบุ ปกรณ์ มอบนโยบายเดินหน้าสร้างความเป็นธรรม ชี้ไม่ต้องกลัวถูกเอกชนฟ้อง
เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยภายหลังการประชุมที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญในการปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากภาคเอกชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐบาล
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ พบว่าปัญหาหลักที่พบคือ สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขนาดเล็ก และขนาดเล็กมาก (SPP/VSPP) ที่มีการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชนในอดีต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) มีลักษณะเป็นสัญญาชั่วนิรันดร์ที่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติให้กับภาคเอกชนเมื่อหมดสัญญา
นอกจากนี้ราคารับซื้อเดิม ยังอ้างอิงจากราคาขายส่งบวกด้วยค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ซึ่งสูงถึงกว่า 3 บาทต่อหน่วย ทั้งที่โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่แท้จริง เพราะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนคือลมและไฟฟ้า
คณะกรรมการฯ จึงพิจารณาปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ถูกลง โดยอ้างอิงราคาจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย โดยจะใช้กับโรงไฟฟ้าประเภทโซลาร์เซลล์ก่อน เพราะมีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลม จะกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง
นายดนุชา กล่าวว่า ในการดำเนินการกับสัญญาในลักษณะนี้ คณะกรรมการฯได้ข้อสรุปที่จะดำเนินการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว โดยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 515 สัญญา รวมกำลังการผลิตราว 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกลุ่มนี้เดิมมีการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี มติใหม่คือจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกต่อไป โดยจะให้ต่อได้อีกเพียง 1 รอบตามระยะเวลาในสัญญาเดิม เช่น 3 หรือ 5 ปี และต้องใช้ราคารับซื้อที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น หากครบกำหนดนี้แล้วจะถือว่าสิ้นสุดสัญญาทันที
2.กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน (Adder) มาครบ 10 ปี แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี ตามสัญญาที่ได้ทำไว้ ซึ่งในส่วนนี้มีประมาณ 46 สัญญา มีกำลังการผลิตที่ขายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วประมาณ 1,478 เมกะวัตต์) โดยกลุ่มนี้ถือว่าคุ้มทุนค่าก่อสร้างแล้วในช่วงที่ได้รับค่า Adder ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน
ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (Non-COD) ที่มีอยู่ 4 สัญญา มีกำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ โดยกลุ่มนี้หากล่วงเลยกำหนด COD มาแล้ว 2 ปีโดยไม่มีความคืบหน้า จะพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี
เมื่อถามว่าค่าไฟจะลดลงได้เท่าไหร่ นายดนุชา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ปรับปรุงชัดเจน แต่การปรับค่า FT ในส่วนนี้ให้ลดลงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ก็จะมีประโยชน์ต่อค่าไฟโดยรวมของประชาชน เพราะการปรับโครงสร้างราคาใหม่นี้จะทำการปลดส่วนที่เป็น FT ออกไป เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีราคาถูกลงมากแล้ว
โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างการคำนวณตัวเลขว่าผลจากการปรับปรุงสัญญาจะลดค่าไฟลงได้เท่าใด โดยการลดลงของค่าไฟฐานอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในงวดนี้ทันที เนื่องจากต้องรอทยอยแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้าและเอกชนให้ครบถ้วนก่อน
ขั้นตอนการดำเนินการต่อไป คณะกรรมการฯ จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะดำเนินการแก้ไขและยกเลิกมติ กพช. ที่เคยอนุมัติมีสัญญาแบบต่ออายุอัตโนมัติ
จากนั้นจะให้ 3 การไฟฟ้าดำเนินการแก้ไขสัญญากับเอกชนต่อไป โดยนายปกรณ์ ย้ำในที่ประชุมว่าภาครัฐต้องยึดประโยชน์ของประชาชนและความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง และไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชน เนื่องจากเป็นการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
นายดนุชา กล่าวว่า นายปกรณ์ บอกว่าเรามีหน้าที่แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ฉะนั้น ต้องทำให้เป็นธรรมก่อน ให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชน เพราะเราทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวม
เมื่อถามว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) รัฐบาลจะเข้าไปดูเรื่องสัญญาด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่าในส่วนของโรงไฟฟ้า IPP เนื่องจากสัญญามีความซับซ้อนและทำขึ้นคนละช่วงเวลา คณะกรรมการฯจึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาปรับปรุงค่า AP และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) โดยเฉพาะ เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าฐานของประชาชน
แต่ในส่วนนี้จะเป็นการปรับปรุงสัญญาในส่วนต่อไป โดยขณะนี้รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สัญญาไม่เป็นธรรมก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้ไขสัญญากับภาคเอกชน จะกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังดึงดูดการลงทุน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องที่รัฐบาลทำ จะไม่กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน
เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางรองรับชัดเจน ทั้งการปรับปรุงสถานีไฟฟ้า (Sub-station) และการส่งเสริม Direct PPA เพื่อให้ผู้ประกอบการซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้ ซึ่งจะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนในภาพรวม