หมอเจด เตือนไม่มีอาการ ก็ติดพยาธิใบไม้ตับได้! เสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีไม่รู้ตัว เผยอาการเริ่มแรก พยาธิใบไม้ตับยังใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด
หลังจาก จ.มุกดาหาร ตรวจหาพยาธิใบไม้ตับ ในนิสิต ม.มหาสารคาม ก่อนพบว่ามีนิสิตถึง 4,000 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ทางผู้ว่าฯมุกดาหาร จึงสั่งการให้ตรวจสอบ รวมถึงให้ตรวจรักษานิสิตที่พบเชื้อพยาธิใบไม้ตับทั้งหมด
สำหรับประเด็นนี้ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด ระบุว่า ไม่มีอาการก็ติดพยาธิใบไม้ตับได้! เสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีไม่รู้ตัว! หลังมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตรวจนิสิตใหม่ไป 12,733 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 4,233 คน หรือประมาณ 33% ส่วนราชภัฏมหาสารคาม ตรวจ 1,922 คน พบติดเชื้อ 380 คน หรือประมาณ 19 % นอกจากนี้ พอตรวจคัดกรองคนในจังหวัดกว่า 20,000 คน ยังพบอัตราการติดเชื้อประมาณ 11 %
ตัวเลขพวกนี้กำลังบอกอะไร? กำลังบอกว่า พยาธิใบไม้ตับไม่ได้เป็นเรื่องของคนรุ่นเก่าแล้ว เด็กมหาวิทยาลัยก็เจอ คนที่ดูแข็งแรงก็เจอ และหลายคนที่ติด…อาจยังไม่มีอาการอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่ปวดท้อง ไม่ตัวเหลือง ไม่รู้สึกว่าตัวเองป่วย แต่พยาธิอาจเข้าไปอยู่ในท่อน้ำดีแล้ว และค่อยๆ ทำให้ตรงนั้นอักเสบไปทีละนิด ที่น่ากลัวคือ เราอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าติดมาจากมื้อไหน ก้อยปลามื้อหนึ่ง ปลาส้มที่ยังไม่สุก หรือปลาร้าที่คิดว่าหมักแล้วก็น่าจะปลอดภัย
วันนี้เลยอยากพูดเรื่องนี้ให้ชัด เพราะสิ่งที่เริ่มจากของดิบไม่กี่คำ อาจไม่ได้จบแค่พยาธิ แต่มันลากยาวไปถึงมะเร็งท่อน้ำดีได้
1.ติดพยาธิแล้ว ทำไมหลายคนยังไม่รู้ตัว?
เพราะพยาธิใบไม้ตับเก่งเรื่อง “อยู่เงียบ” ครับ ถ้ามีพยาธิไม่มาก เราอาจยังใช้ชีวิตได้ปกติ กินข้าวได้ ทำงานได้ เรียนได้ ไม่มีอะไรเตือนชัด ๆ เลยว่ามีปัญหาอยู่ข้างใน บางคนอาจมีแค่แน่นท้อง ท้องอืด หรือเจ็บชายโครงขวาเป็นครั้งคราว แล้วก็คิดว่าอาหารไม่ย่อย แต่ถ้าปล่อยไว้นาน หรือติดซ้ำไปเรื่อย ๆ ท่อน้ำดีจะเริ่มอักเสบ หนาตัว และเกิดพังผืดได้ครับ
2.พยาธิเข้าร่างกายจากอะไร?
ตัวที่ต้องระวังจริงๆ คือปลาน้ำจืดเกล็ดขาวที่กินดิบหรือสุกไม่ถึงครับ เช่น ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาซิว แล้วเอาไปทำก้อยปลา ลาบปลาดิบ ปลาส้ม หรือเมนูที่ผ่านความร้อนไม่พอ ส่วนปลาร้า ต้องแยกให้ออกครับ ปลาร้าที่ผ่านกระบวนการได้มาตรฐานและต้มสุกแล้ว กับปลาร้าดิบหรือไม่รู้แหล่งที่มา ความเสี่ยงไม่เหมือนกัน เพราะคำว่า “หมักมานานแล้ว” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะถ้ายังไม่ได้ผ่านความร้อนก่อนกิน
3.บีบมะนาว ใส่เกลือ ใส่มดแดง ก็ยังไม่เรียกว่าสุก
ข้อนี้พูดกันมานานมากครับ บางคนบอกว่า “บีบมะนาวจนเนื้อปลาขาวแล้ว สุกแล้วแหละ” ไม่ใช่ครับ เนื้อปลาที่ขาวขึ้น เกิดจากกรดในมะนาวทำให้เนื้อเปลี่ยนสภาพ แต่มันไม่ได้ให้ความร้อน และไม่ได้รับประกันว่าพยาธิตายแล้ว เกลือ พริก เหล้า หรือความเปรี้ยว แทนการต้ม การนึ่ง หรือการย่างให้สุกไม่ได้ครับ
4.แล้วพยาธิตัวเล็กๆ ไปเป็นมะเร็งได้ยังไง?
เพราะมันไม่ได้เข้าไปนอนเฉยๆ ครับ พยาธิจะเกาะอยู่ตามท่อน้ำดี ทำให้บริเวณนั้นระคายเคืองและอักเสบซ้ำๆ ร่างกายก็ต้องซ่อม อักเสบอีก แล้วก็ซ่อมอีก ถ้าวงจรนี้เกิดนานหลายปี เซลล์บริเวณท่อน้ำดีก็มีโอกาสเปลี่ยนผิดปกติ จนพัฒนาเป็นมะเร็งท่อน้ำดีได้ ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่ติดพยาธิจะเป็นมะเร็งนะครับ แต่คนที่ติดเรื้อรัง กินดิบซ้ำ และไม่รักษา ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
5.แล้วใครบ้างที่ควรไปตรวจ?
คนแรกเลยคือคนที่เคยกินของดิบครับ ก้อยปลา ลาบปลาดิบ ปลาส้มที่ยังไม่สุก หรือปลาน้ำจืดที่ข้างในยังแดงๆ อยู่ อย่าเพิ่งบอกว่า “กินนานๆ ทีเองหมอ” เพราะพยาธิไม่ได้ถามครับว่าเรากินบ่อยแค่ไหน ถ้ามื้อนั้นมีตัวอ่อนอยู่ ก็ติดได้ อีกกลุ่มคือคนที่กินส้มตำปลาร้าบ่อย แต่ไม่รู้เลยว่าปลาร้าที่ร้านใช้ ต้มสุกหรือยัง มาจากไหน ได้มาตรฐานไหม
แบบนี้ก็ควรเช็กครับ เพราะหน้าตาอาหารมันบอกเราไม่ได้ว่าปลอดภัยจริงหรือเปล่า ถ้าอยู่ภาคอีสานหรือภาคเหนือ หรือบ้านไหนกินเมนูดิบกันทั้งบ้าน ผมแนะนำว่าอย่าตรวจแค่คนที่ปวดท้องครับ คนที่นั่งกินวงเดียวกันก็ควรคิดเรื่องตรวจเหมือนกัน เพราะหลายคนติดแล้วไม่มีอาการเลย
ส่วนใครที่เริ่มมีอาการ
- -แน่นท้องบ่อย
- -เจ็บชายโครงขวา
- -เบื่ออาหาร
- -น้ำหนักลด
- -ตัวเหลือง ตาเหลือง
- -ปัสสาวะเข้ม
อันนี้ไม่ต้องรอดูแล้ว ไปตรวจเลย เพราะเราไม่ได้กำลังเช็กแค่ว่ามีพยาธิไหม แต่อาจต้องดูด้วยว่าท่อน้ำดีเริ่มมีปัญหาไปถึงไหนแล้ว
6.แล้วพยาธิใบไม้ตับ ตรวจอะไรได้บ้าง?
การตรวจส่วนใหญ่ ไม่ต้องส่องกล้อง และไม่ได้มีแค่วิธีเดียวนะ วิธีที่ใช้กันมากที่สุดคือ ตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิ ถ้าเจอไข่ ก็ยืนยันได้ว่ามีการติดเชื้อ แต่ถ้าตรวจครั้งเดียวไม่เจอ ยังฟันธงไม่ได้ว่าไม่มีนะครับ เพราะบางวันไข่อาจออกมาน้อย แพทย์อาจให้เก็บอุจจาระหลายวันเพื่อตรวจซ้ำ
อีกวิธีคือ ตรวจแอนติเจนของพยาธิ ซึ่งเป็นการหาส่วนประกอบของตัวพยาธิโดยตรง ปัจจุบันเริ่มมีใช้มากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจจากปัสสาวะ วิธีนี้เก็บตัวอย่างง่าย และมีโอกาสช่วยเจอการติดเชื้อได้ดีขึ้นในบางพื้นที่
ส่วน PCR เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของพยาธิ ความแม่นยำสูงครับ แต่ราคาสูงกว่า และยังไม่ได้ใช้เป็นการตรวจทั่วไปทุกโรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะอยู่ในงานวิจัยหรือห้องแล็บเฉพาะทาง
หลายคนถามว่า “แล้วตรวจเลือดได้ไหม?” ตรวจภูมิคุ้มกันจากเลือดได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้ใช้ยืนยันการติดเชื้อปัจจุบันเป็นหลัก เพราะบางคนเคยติดมาก่อน รักษาหายแล้ว ผลก็ยังอาจเป็นบวกอยู่ได้
แล้วอัลตราซาวนด์ล่ะ? อัลตราซาวนด์ไม่ได้เอาไว้ไล่หาตัวพยาธิโดยตรงครับ แต่ใช้ดูว่า ท่อน้ำดีเริ่มหนา มีพังผืด มีนิ่ว หรือมีก้อนผิดปกติที่ต้องตรวจต่อหรือไม่ครับ
สรุปง่ายๆ คือ ถ้าจะเช็กว่าตอนนี้มีพยาธิหรือเปล่า วิธีที่ใช้จริงและคุ้มที่สุดคือ ตรวจอุจจาระ หรือในบางพื้นที่ตรวจปัสสาวะ ส่วนอัลตราซาวนด์มีไว้ดูว่า ตับกับท่อน้ำดีโดนทำร้ายไปถึงไหนแล้วครับ
ป้องกันพยาธิใบไม้ตับ ทำแค่นี้ก่อนครับ
- • ปลาน้ำจืดต้องสุกถึงข้างใน
- • ปลาร้าที่ใส่ส้มตำควรผ่านการต้มสุกและมาจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน
- • อย่าใช้มะนาว เกลือ หรือความเผ็ดแทนความร้อน
- • แยกมีดและเขียงของปลาดิบออกจากอาหารพร้อมกิน
- • เคยกินของดิบเป็นประจำ ให้ไปตรวจ ไม่ต้องรออาการ
- • รักษาแล้วต้องหยุดกินดิบด้วย ไม่อย่างนั้นติดซ้ำได้ครับ
ตัวเลข 33% ในกลุ่มนิสิตใหม่ ไม่ได้กำลังบอกแค่ว่า “มีคนติดเยอะ” ครับ แต่มันกำลังบอกว่า พฤติกรรมเสี่ยงยังอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ และพยาธิใบไม้ตับยังใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด วันนี้ไม่ปวด ไม่ได้แปลว่าไม่มี
วันนี้ยังหนุ่มสาว ไม่ได้แปลว่าท่อน้ำดีจะไม่โดนทำร้าย ใครเคยกินดิบหรือไม่แน่ใจว่าอาหารที่กินผ่านความร้อนจริงไหม ไปตรวจให้รู้ครับ อย่าปล่อยให้ของแซ่บไม่กี่คำ กลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในอีกหลายปีข้างหน้า ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลย