แพทย์เตือน กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง เสี่ยงโรคลิ้นจี่ เด็กกินเกิน 5 ลูก อาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำรุนแรง แนะนำ 3 วิธีกินอย่างปลอดภัย
ช่วงฤดูร้อนเป็นฤดูกาลของลิ้นจี่ ผลไม้รสหวานฉ่ำที่หลายคนรับประทานเพลินจนเกินพอดี แต่แพทย์เตือนว่า หากรับประทานลิ้นจี่ในขณะท้องว่างและกินในปริมาณมาก อาจเสี่ยงเกิดภาวะที่เรียกว่า”โรคลิ้นจี่” (Lychee Disease) หรือภาวะพิษจากลิ้นจี่ขณะท้องว่าง ซึ่งทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเฉียบพลันโดยเฉพาะในเด็ก หากอาการรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะสมองผิดปกติและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
นพ.เจิ้งคานหง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ โรคหืด และภูมิคุ้มกัน เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า หลายคนอาจสงสัยว่า ลิ้นจี่มีรสหวานมาก เหตุใดจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้
แพทย์อธิบายว่า สาเหตุไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำตาล แต่เกิดจากลิ้นจี่ที่ยังไม่สุกหรือมีสีเขียว ซึ่งมีสารพิษตามธรรมชาติ 2 ชนิด ได้แก่ Hypoglycin A (ไฮโปไกลซิน เอ) และ MCPG (Methylenecyclopropylglycine) สารทั้งสองชนิดนี้จะรบกวนกระบวนการสร้างน้ำตาลใหม่ของตับ (Gluconeogenesis) และการเผาผลาญกรดไขมัน ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามปกติ

นพ.เจิ้งคานหงระบุว่า เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณไกลโคเจนสะสมในตับน้อยกว่าผู้ใหญ่ อีกทั้งตับยังพัฒนาไม่เต็มที่ หากรับประทานลิ้นจี่จำนวนมากในขณะท้องว่าง อาจทำให้ระบบการทำงานของร่างกายล้มเหลวได้
อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานลิ้นจี่ทั้งหมด เพราะเหตุการณ์การระบาดของ “โรคลิ้นจี่” ที่เคยพบในบางพื้นที่ของอินเดียและจีน ส่วนใหญ่เกิดในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ รับประทานลิ้นจี่ขณะท้องว่าง และกินลิ้นจี่ที่ยังไม่สุกในปริมาณมาก โดยต้องมีหลายปัจจัยร่วมกันจึงจะเกิดอาการรุนแรง ดังนั้น หากรับประทานอย่างถูกวิธี ก็ยังสามารถรับประทานลิ้นจี่ได้อย่างปลอดภัย

แพทย์แนะนำ 3 วิธีรับประทานลิ้นจี่อย่างปลอดภัย ดังนี้
- ห้ามรับประทานขณะท้องว่าง ไม่ควรรับประทานลิ้นจี่ในช่วงเช้า ขณะหิว หรือระหว่างมื้ออาหารในปริมาณมาก โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือรับประทานหลังอาหาร
- เลือกผลที่สุกเต็มที่ ลิ้นจี่ที่ยังไม่สุกหรือมีสีเขียวมีสารพิษในปริมาณสูงกว่าลิ้นจี่สุก จึงควรเลือกผลที่สุกเต็มที่ก่อนรับประทาน
- ควบคุมปริมาณการรับประทาน ผู้ใหญ่ควรรับประทานไม่เกิน 10 – 15 ลูกต่อวัน ส่วนเด็กควรรับประทาน ไม่เกิน 5 ลูกต่อครั้ง
นอกจากนี้ นพ.เจิ้งคานหงยังเตือนผู้ที่มีปัญหาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือผู้ป่วยโรคเบาหวานว่า ไม่ควรเข้าใจผิดว่าลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
แม้เด็กจะมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานกลับต้องระวัง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงและมีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) สูง
ประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตสและกลูโคสในปริมาณมาก การรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ จึงควรรับประทานแต่พอเหมาะและหลีกเลี่ยงการกินในปริมาณมาก