เปิดลิสต์ 5 อาหาร ที่ “ไม่ควรแช่ไว้ในตู้เย็น” นานเกิน 1 สัปดาห์ บางเมนูเสี่ยงเกิด “อะฟลาทอกซิน” (Aflatoxin) สารพิษร้ายแรงที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ แม้ “ตู้เย็น” จะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตาม หากแช่อาหารนานจนเกินไป โดยเก็บทั้งอาหารดิบและอาหารสุกปะปนเกิน 7 วัน ก็อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด “อะฟลาทอกซิน” ซึ่งเป็นสารพิษจากเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อะฟลาทอกซิน: “ฆาตกรเงียบ” ที่องค์การอนามัยโลกจัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1
อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เป็นสารพิษจากเชื้อราที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากเชื้อราในสกุล Aspergillus โดยเฉพาะ Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อะฟลาทอกซินอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งประเภทที่ 1 ซึ่งหมายถึงสารที่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ได้
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือ อะฟลาทอกซินเป็นสารพิษที่ทนความร้อนสูง ไม่ถูกทำลายแม้จะปรุงอาหารด้วยความร้อนประมาณ 100 องศาเซลเซียส
เมื่อเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทาน สารพิษชนิดนี้จะเข้าทำลายเซลล์ตับโดยตรง อาจนำไปสู่โรคตับแข็ง ภาวะตับวายเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับหลายเท่า สภาพแวดล้อมที่ชื้นและอากาศถ่ายเทไม่สะดวกภายในตู้เย็น ยังเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราในอาหารที่เก็บไว้นานอีกด้วย
5 อาหารที่เสี่ยง หากเก็บไว้ในตู้เย็นนานเกินไป
ต่อไปนี้คืออาหาร 5 ประเภทที่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็นเกิน 1 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสะสมของสารพิษจากเชื้อรา

1. ผักดอง
ผักดอง เช่น ผักกาดดองหรือมะเขือดอง เป็นอาหารยอดนิยมในหลายครัวเรือน หลายคนเชื่อว่าการมีเกลือในปริมาณสูงจะช่วยให้เก็บไว้ในตู้เย็นได้นานเป็นเดือนโดยไม่เสีย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด
การเก็บผักดองไว้นาน อาจทำให้ปริมาณไนไตรต์ (Nitrite) เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ไนไตรต์สามารถเปลี่ยนเป็นไนโตรซามีน (Nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มีความรุนแรง
นอกจากนี้ ความชื้นภายในตู้เย็นยังเอื้อต่อการเจริญของเชื้อรา ทำให้เกิดอะฟลาทอกซินได้ การได้รับทั้งไนไตรต์และอะฟลาทอกซินพร้อมกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น

2. ผักใบเขียว
ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักบุ้ง ผักกาดหอม หรือผักสลัด ไม่เหมาะกับการเก็บในตู้เย็นเป็นเวลานาน
ผักประเภทนี้ช้ำง่ายและอาจเกิดความเสียหายจากอุณหภูมิต่ำ ทำให้เน่าเสียได้ภายในไม่กี่วัน ภายใต้การทำงานของเอนไซม์ตามธรรมชาติและจุลินทรีย์ที่เจริญได้ในอุณหภูมิต่ำ ผักที่เก็บไว้นานจะเสื่อมคุณภาพและอาจมีสารที่เป็นอันตรายเกิดขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้ซื้อผักใบเขียวในปริมาณที่พอดี และรับประทานให้หมดภายในวันหรือสองวัน โดยเก็บไว้ในที่แห้งและหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง มากกว่าการแช่ตู้เย็นเป็นเวลานาน
มักทำให้ผักเกิดการช้ำ มีสีเหลือง หรือเน่าเสียจากความชื้นหรือความเย็นจัด ควรคัดแยกใบที่เน่าเสียทิ้งเพื่อไม่ให้ลามไปยังใบอื่น

3. ผลไม้เมืองร้อน
ผลไม้เมืองร้อน เช่น กล้วย มะม่วง มะละกอ และแก้วมังกร ปรับตัวให้เหมาะกับสภาพอากาศอบอุ่น
เมื่อเก็บไว้ในช่องแช่เย็นนานเกินไป เปลือกผลไม้อาจเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เนื้อผลไม้นิ่ม สูญเสียรสชาติ และเน่าเสียเร็วขึ้น เมื่อโครงสร้างของผลไม้เริ่มเสื่อม เชื้อราสามารถเข้าทำลายได้ง่าย ส่งผลให้เกิดสารพิษจากเชื้อราและทำให้ผลไม้ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค

4. เส้นก๋วยเตี๋ยวและเส้นสด
เส้นบะหมี่สด เส้นก๋วยเตี๋ยว และเส้นประเภทต่าง ๆ มีทั้งแป้งและความชื้นในปริมาณสูง อีกทั้งมักไม่มีวัตถุกันเสีย จึงมีอายุการเก็บรักษาเพียงประมาณ 2–3 วัน
หลายคนมักเก็บเส้นที่เหลือไว้ในตู้เย็นเพื่อรับประทานในภายหลัง แต่สภาพแวดล้อมที่ชื้นภายในตู้เย็นเป็นแหล่งที่เชื้อราชอบเจริญเติบโต แม้ยังมองไม่เห็นเชื้อราด้วยตาเปล่า ก็อาจเกิดการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราได้แล้ว

5. เครื่องเทศและเครื่องปรุงแห้ง
เครื่องเทศ เช่น ผงกระเทียม ผงพริก ผงขมิ้น ผงพะโล้ หรือเมล็ดเครื่องเทศแห้ง หลายคนเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกันแมลง
แต่ในความเป็นจริง การนำเข้าออกจากตู้เย็นบ่อย ๆ ทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำภายในภาชนะ ความชื้นที่สะสมจะทำให้ผงเครื่องเทศดูดน้ำและเกิดเชื้อราได้ง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างอะฟลาทอกซิน โดยสังเกตได้จากเครื่องเทศที่จับตัวเป็นก้อนหรือมีสีเข้มผิดปกติ
จึงควรเก็บเครื่องเทศแห้งไว้ในภาชนะที่ปิดสนิท และวางในที่แห้ง เย็น และอากาศถ่ายเทสะดวก แทนการเก็บไว้ในตู้เย็น
ที่มา SOHA