เปิดใจเหยื่อ จู่ๆกลายเป็นบัญชีม้าเทาเข้มไม่รู้ตัว เผยรับผลกระทบหนัก บัญชีถูกอายัดทุกบัญชี ชี้ต้องแก้ไขที่ขบวนการ วอนฟังเสียงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับความเดือดร้อน
จากกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อก แชมป์-ชื่อนายเป็นหนึ่งไง โพสต์คลิปเล่าเรื่องราว กลายเป็นบัญชีม้าทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด พร้อมเขียนข้อความว่า “อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นบัญชีม้าเทาเข้ม” และตั้งคำถามว่า ความเดือดร้อนและผลกระทบที่ได้รับ ใครจะรับผิดชอบ
วันที่ 20 ก.ค. 2569 คุณแชมป์ อายุ 37 ปี เปิดใจกับ ‘ข่าวสดออนไลน์’ ว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ช่วงเย็น ตนอยู่ที่บ้าน ได้รับแจ้งเตือนว่าบัญชีธนาคาร ถูกระงับการใช้บัญชีออนไลน์ ตอนนั้นตนไม่ได้สนใจ เพราะบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีที่ตนไม่ได้ใช้งาน และไม่ได้ทำธุรกรรมอะไร
แต่วันต่อมามีแจ้งเตือนว่าตนถูกระงับบัญชีอื่น ๆ ทุกบัญชี จึงโทรติดต่อไป และได้รับแจ้งให้นำเอกสารบุ๊กแบงก์ไปติดต่อที่สาขาของธนาคาร เมื่อตนไปติดต่อธนาคาร ตนได้รับโค้ดมา และทางธนาคารให้ตนติดต่อ 1441 คือเบอร์ของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)
ซึ่งทาง สอท. ได้ให้ตนไปติดต่อตำรวจท้องที่อีกที คือ สน.ประชาชื่น ตอนที่ตนติดต่อไป โชคดีที่คุณป้าคนที่แจ้งความตนไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจพอดี ตนจึงรีบไปหาเจ้าหน้าที่และได้เจอคุณป้า
โดยคุณป้าเล่าให้ตนฟังว่า คุณป้าโดนมิจฉาชีพหลอกว่าจะคืนค่ามิเตอร์ไฟให้ ซึ่งป้าบอกว่ามิเตอร์คอนโดที่ป้าอยู่เขาขายไปแล้ว แต่มิจฉาชีพบอกว่าไม่เป็นไร ยังไงจะคืนค่ามิเตอร์ไฟให้ 10,000 กว่าบาท พร้อมกับเร่งให้ป้ารีบดำเนินการ โดยอ้างว่าการไฟฟ้าจะปิดแล้ว รีบทำ ก่อนที่จะส่งคิวอาร์โค้ดให้ป้าสแกน และระบุเงินไป 5,200 บาท ครั้งที่ 1 เมื่อป้าสแกนขึ้นเป็นชื่อบัญชีของตน ก่อนที่ป้าจะรู้ตัวว่าถูกมิจฉาชีพหลอก เพราะเงินออกจากบัญชีแต่ไม่ได้รับเงินคืน
จึงเก็บรวบรวมหลักฐานมาแจ้งความที่ สน.ประชาชื่นทันที ส่วนทางมิจฉาชีพบล็อกแชตคุณป้าไป และกลายเป็นว่าตนเป็นมิจฉาชีพของคุณป้า แต่เมื่อได้พูดคุยกับคุณป้าแล้ว คุณป้าก็เข้าใจตน และตนก็เข้าใจคุณป้า แต่คุณป้าเพียงอยากได้เงินคืน ตนก็อยากให้ปลดอายัดบัญชีของตน จะได้โอนเงินคืนให้ป้าได้
ก่อนที่ตนจะได้ใบปลดอายัดมา เพื่อนำไปให้ธนาคาร และบางครั้งธนาคารอาจปลดอายัดให้ได้เลย แต่พอตนนำเอกสารไปยื่นให้ธนาคาร ทางธนาคารก็งง และบอกว่าเป็นขบวนการของ สอท. ที่อายัดทุกบัญชี ตนจึงต้องกลับไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประชาชื่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำเรื่องเข้าระบบอีกครั้ง ก่อนที่เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่จะแจ้งว่า นำเรื่องเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว แต่ตามกระบวนการอาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน
คุณแชมป์ตั้งคำถามว่า ความจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับแจ้งความคุณป้าเขียนส่งเรื่องเพียงแค่ขออายัดยอดเงินในบัญชี แต่ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบัญชีของตนทุกบัญชีจึงถูกอายัดทั้งหมด
คุณแชมป์ บอกว่า กรณีที่ขึ้นเป็นชื่อบัญชีของตน เรื่องนี้ยังเป็นข้อสงสัยของตำรวจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ ส่วนตนเองก็งง เพราะตนไม่เคยกดลิงก์ หรือถูกมิจฉาชีพหลอก มีเพียงแต่โอนเงินซื้อของปกติ แต่ตนก็ตั้งข้อสงสัยว่า บัญชีที่เงินของคุณป้าเข้าเป็นบัญชีที่ผูกกับเบอร์โทรศัพท์ หรือสามารถนำเบอร์มือถือตนไปผูกกับคิวอาร์โค้ดที่รับเงินได้หรือไม่
คุณแชมป์ บอกอีกว่า เรื่องนี้ตนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตนได้รับเงินเข้าเพียงบัญชีเดียว แต่กลับถูกระงับบัญชีธนาคารทุกบัญชี รวมถึงทุกธุรกรรมทางการเงินที่ผูกกับบัตรประชาชนของตนทั้งหมด ทำให้ตนไม่สามารถจ่ายค่าหนี้สินได้ และรับเงินก็ไม่ได้
รวมถึงต้องจ่ายค่าปรับบัตรเครดิต เพราะตนชำระไม่ได้ ทั้งที่ตนแจ้งว่าบัญชีถูกอายัด ทำให้ตนต้องคอยนำเงินเก็บที่เป็นเงินสดมาใช้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเงินเก็บนี้จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ รวมถึงเสียเวลาที่ต้องเดินทางไป-มา เพื่อติดตามเรื่องและหาวิธีให้บัญชีของตนได้รับการปลดอายัด นานหลายวัน
สุดท้ายนี้ ตนอยากให้ทุกหน่วยงานมีการอบรมความรู้หน่อย ว่าจริง ๆ แล้วขบวนการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าให้ประชาชนหาคำตอบเอง แล้วก็ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ตรงกัน และเพื่อป้องกันความล่าช้า ซึ่งตอนนี้ก็ล่าช้าอยู่
นอกจากนี้อยากให้มีการตรวจสอบก่อนระงับบัญชี เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครได้อะไรเลยจากขบวนการที่ผิดเพี้ยนนี้ คนที่ถูกหลอก และตนที่เป็นบัญชีปลายทางที่จู่ ๆ ก็เป็นบัญชีม้า ก็ไม่ได้รับอะไรเลย แถมเดือดร้อน แต่มิจฉาชีพกลับลอยนวล และในขบวนการยังไม่เห็นถึงการตรวจสอบไปถึงมิจฉาชีพแต่อย่างใด
“ฟังเสียงของประชาชนหน่อยว่าเคสที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันได้รับการแก้ไขไปแล้วกี่เคส และเคสที่ได้รับการแก้ไข เขาต้องการอะไรบ้าง และได้รับผลกระทบอะไร”
ขณะที่ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) ให้ข้อมูลถึงกรณีดังกล่าวว่า กรณีแบบนี้มีผู้บริสุทธิ์ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ทำให้เกิดคำถามถึงการระงับหรืออายัดบัญชี ซึ่งเป็นการตัดสินใจของธนาคาร
เรื่องนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ถ้าเป็นมิจฉาชีพจริงที่มีหลายบัญชี มิจฉาชีพอาจมีการโยกย้ายเงินไปหลายบัญชี ทำให้เราไม่สามารถนำเงินโอนคืนให้ผู้เสียหายได้ เพราะฉะนั้นธนาคารต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเร่งสกัดมิจฉาชีพ แต่ข้อเสียคือ บางครั้งก็มีผู้สุจริตได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งตรงนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังแก้ไขอยู่
ส่วนผู้บริสุทธิ์ที่กลายเป็นบัญชีเทาเข้ม คือกรณีที่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ แนะนำให้นำเงินที่มีคืนให้กับผู้เสียหายต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ (หากเป็นจำนวนเงินไม่มาก) และแสดงตนว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินเรื่องปลดอายัด โดยใช้เวลาปลดอายัดไม่เกิน 3 วัน