คนอายุ 45 ปีขึ้นไป ควรรู้! หมอเจด เผย ลำไส้ใหญ่อุดตัน อาการปวดท้องแบบไหน สัญญาณอันตรายไม่ควรมองข้าม เสี่ยงเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ให้ความรู้เกี่ยวกับลำไส้ใหญ่อุดตันว่า ลำไส้ใหญ่อุดตัน อาการปวดที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็น “มะเร็งลำไส้ใหญ่”

หลายคนเข้าใจว่า “ลำไส้อุดตัน” ต้องปวดท้องรุนแรงจนเดินไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นลำไส้ใหญ่อุดตันจากมะเร็ง กลับมีอาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้นทีละน้อย บางคนเริ่มจากแค่ท้องอืด ท้องผูก ปวดบิดเป็นพัก ๆ จนคิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะหรืออาหารไม่ย่อย

สุดท้ายเมื่ออาการรุนแรงขึ้นจึงมาถึงโรงพยาบาล ซึ่งบางรายลำไส้โป่งมากจนต้องผ่าตัดฉุกเฉิน
อาการปวดของลำไส้ใหญ่อุดตันมีลักษณะค่อนข้างจำเพาะในทางศัลยกรรม คือ “ปวดบิดเป็นพัก ๆ” (Colicky abdominal pain) เพราะลำไส้ใหญ่พยายามบีบตัว เพื่อดันอุจจาระและแก๊สให้ผ่านจุดที่ตีบแคบ

ทุกครั้งที่ลำไส้บีบตัว ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเป็นคลื่น บางคนปวดทุก 5–15 นาที แล้วค่อย ๆ ทุเลาลง ก่อนกลับมาปวดอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ความดันภายในลำไส้จะสูงขึ้น ลำไส้เริ่มขยายตัว การไหลเวียนเลือดของผนังลำไส้ลดลง อาการปวดจะเปลี่ยนจากปวดเป็นพัก ๆ กลายเป็นปวดตลอดเวลา ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย เพราะอาจหมายถึงลำไส้กำลังขาดเลือดหรือใกล้ทะลุ

อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยไม่ได้เหมือนกันทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับ “ตำแหน่ง” ของรอยโรคในลำไส้ใหญ่ด้วย

หากก้อนอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ด้านขวา (Right Colon เช่น Cecum และ Ascending Colon) ผู้ป่วยมักมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากลำไส้บริเวณนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้าง และอุจจาระยังมีลักษณะค่อนข้างเหลว จึงสามารถไหลผ่านก้อนมะเร็งได้ในระยะหนึ่ง

ผู้ป่วยจึงมักมาด้วยอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซีดจากการเสียเลือดเรื้อรัง น้ำหนักลด หรือคลำได้ก้อนที่ท้องด้านขวา มากกว่าจะมีอาการอุดตันอย่างเฉียบพลัน หลายรายไม่เคยมีอาการปวดท้องชัดเจนเลย จนกระทั่งก้อนโตมาก

หากก้อนอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง (Transverse Colon) อาการมักอยู่กึ่งกลางระหว่างลำไส้ด้านขวาและด้านซ้าย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดบิดบริเวณรอบสะดือหรือท้องส่วนบน ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร แน่นท้อง รับประทานอาหารได้น้อยลง และน้ำหนักลด หากก้อนมีขนาดใหญ่ อาจเริ่มเกิดอาการอุดตันเป็นพัก ๆ ก่อนจะอุดตันเต็มที่ในเวลาต่อมา

หากก้อนอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย (Left Colon เช่น Descending Colon และ Sigmoid Colon) อาการมักชัดเจนที่สุด เนื่องจากอุจจาระในช่วงนี้มีลักษณะแข็งขึ้น และช่องลำไส้แคบลง ก้อนมะเร็งจึงอุดทางเดินของอุจจาระได้ง่าย

ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการท้องผูกเรื้อรัง สลับท้องเสีย ถ่ายลำบาก ต้องเบ่งมากขึ้น อุจจาระมีขนาดเล็กลงคล้ายดินสอหรือริบบิ้น ปวดบิดเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะบริเวณท้องน้อยด้านซ้าย ท้องอืดมากขึ้นเรื่อย ๆ ผายลมลดลง และสุดท้ายอาจไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้เลย ซึ่งเป็นลักษณะของลำไส้อุดตันเต็มรูปแบบ

บริเวณซิกมอยด์ (Sigmoid Colon) เป็นตำแหน่งที่พบการอุดตันจากมะเร็งได้บ่อยที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่ช่องลำไส้แคบที่สุดของลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยจำนวนมากจะมีอาการปวดบิดที่ท้องน้อยด้านซ้ายเป็นพัก ๆ ร่วมกับท้องอืดและแน่นท้อง

บางรายมีความรู้สึกอยากถ่ายตลอดเวลา แต่เข้าห้องน้ำแล้วถ่ายไม่ออก หรือถ่ายออกเพียงมูกและเลือดเล็กน้อย เมื่ออาการรุนแรงขึ้น หน้าท้องจะโป่งมาก โดยเฉพาะช่วงล่าง และอาจอาเจียนในระยะท้ายของโรค

นอกจากนี้ บริเวณซิกมอยด์ยังเป็นตำแหน่งที่พบ ลำไส้บิดตัว (Sigmoid Volvulus) ได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ผู้ป่วยจะปวดท้องเฉียบพลัน ท้องอืดอย่างรวดเร็ว ไม่ผายลม และหากไม่ได้รับการรักษา ลำไส้อาจขาดเลือดและทะลุได้ภายในเวลาไม่นาน

หากก้อนอยู่ที่ไส้ตรง (Rectum) ผู้ป่วยมักไม่ได้มาด้วยอาการอุดตันตั้งแต่แรก แต่จะมีอาการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายอย่างชัดเจน เช่น รู้สึกถ่ายไม่สุด ต้องเข้าห้องน้ำหลายครั้งต่อวัน ถ่ายออกครั้งละน้อย มีมูกหรือเลือดปนในอุจจาระ และมีอาการปวดเบ่งตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีอุจจาระแล้ว

อาการนี้เรียกว่า Tenesmus ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคในบริเวณไส้ตรง หากก้อนโตมากจนปิดช่องลำไส้ จึงจะเริ่มเกิดอาการลำไส้อุดตันร่วมด้วย

สิ่งที่พบร่วมกันแทบทุกคนคือ ท้องอืดมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มผายลมได้น้อยลง จากนั้นไม่สามารถผายลมหรือถ่ายอุจจาระได้เลย คลื่นไส้และอาเจียนมักเกิดช้ากว่าลำไส้เล็กอุดตัน เพราะตำแหน่งอุดตันอยู่ใกล้ปลายทางของระบบทางเดินอาหาร หากปล่อยไว้นาน อาเจียนอาจมีกลิ่นเหม็นคล้ายอุจจาระ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าลำไส้อุดตันมาระยะหนึ่งแล้ว

ในผู้ที่อายุมากกว่า 45 ปี สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของลำไส้ใหญ่อุดตัน คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณด้านซ้ายและซิกมอยด์ ซึ่งก้อนมะเร็งมักเจริญเติบโตเป็นวงรอบลำไส้ คล้ายแหวนที่ค่อย ๆ รัดช่องลำไส้ให้แคบลงเรื่อย ๆ จนอุจจาระผ่านไม่ได้

นอกจากนั้นยังพบได้จากลำไส้บิดตัว (Volvulus) การตีบจากโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง แผลเป็นหลังการอักเสบ หรือภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

สิ่งที่น่ากังวล คือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีอาการเตือนล่วงหน้าเป็นเดือนหรือเป็นปี เช่น ถ่ายสลับท้องเสีย ท้องผูก อุจจาระเล็กลง น้ำหนักลด เหนื่อยง่ายจากภาวะซีด หรือมีเลือดปนอุจจาระ แต่กลับคิดว่าเป็นเพียงริดสีดวงหรือโรคกระเพาะ จนวันที่อุจจาระผ่านไม่ได้อีกต่อไป จึงมาถึงโรงพยาบาลในภาวะลำไส้อุดตันเต็มรูปแบบ

ดังนั้น หากใครอายุ 45 ปีขึ้นไป มีอาการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิม ท้องผูกเรื้อรัง ปวดบิดเป็นพัก ๆ ท้องอืด น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้

อย่ารอให้เกิดภาวะลำไส้อุดตันก่อนแล้วค่อยตรวจ เพราะการพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอาจรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ในขณะที่การมาพบแพทย์เมื่อเกิดลำไส้อุดตันแล้ว มักต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน มีโอกาสต้องทำทวารเทียม และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าหลายเท่าครับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน