สาวไต้หวัน ท้อง 5 เดือน โพสต์เครียด เจอร่างทรงทัก “ลูกคนนี้มาเกิดเพื่อทวงกรรม” สั่งห้ามทำงาน 3 ปี เจ้าตัวคิดไม่ตก เพราะเป็นเสาหลักของบ้าน

หญิงชาวไต้หวันวัย 30 ปี โพสต์เล่าประสบการณ์สุดอึดอัด หลังไปร่วมงานรวมญาติของครอบครัวสามี แต่กลับถูก “ร่างทรง” ที่ญาติพามาทักเรื่องลูกในท้องว่าเป็นเด็กที่ “มาเพื่อทวงหนี้กรรม” พร้อมสั่งให้เธอหยุดทำงานหลังคลอดเป็นเวลา 3 ปี เพื่ออยู่ดูแลลูกด้วยตัวเอง ทำให้ว่าที่คุณแม่เกิดความเครียดและวิตกกังวลอย่างหนัก เพราะเธอเป็นเสาหลักของครอบครัว

เรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยหญิงสาวรายหนึ่งผ่านเว็บไซต์ Dcard ของไต้หวัน โดยเธอระบุว่าปัจจุบันอายุ 30 ปี และกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 ได้ 5 เดือน ระหว่างไปร่วมงานรวมญาติของครอบครัวสามี ได้พบกับร่างทรงชาวญี่ปุ่น ซึ่งญาติผู้ใหญ่เป็นคนพามาร่วมงานด้วย โดยบุคคลดังกล่าวพูดถึงเธอต่อหน้าญาติหลายคน ทั้งเรื่องนิสัยและการตั้งครรภ์

ช่วงแรก เธอถูกตำหนิว่าเป็นคนอารมณ์ร้อนและถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจ พร้อมเตือนว่า หากไม่ปรับปรุงตัว สามีอาจไปเจอผู้หญิงที่ดีกว่าและอ่อนโยนกว่าแล้วจากไป เจ้าของโพสต์บอกว่า เธอทำได้เพียงยิ้มอย่างสุภาพ แม้ภายในใจจะรู้สึกอึดอัดอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายพูดซ้ำ ๆ ว่าเธอ “มีบุญมาก” ที่ได้แต่งงานเข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้ คำพูดดังกล่าวทำให้เธออดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า หากชีวิตดีและมีบุญมากจริง เหตุใดเธอจึงต้องทำงานหนักและรับภาระทางการเงินจำนวนมากด้วยตัวเอง

แต่เหตุการณ์ที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกหวาดกลัวมากที่สุด เกิดขึ้นเมื่อหมอดูชี้ไปที่ท้องของเธอ และพูดถึงลูกคนที่ 2 ว่า “ลูกชายคนนี้ ฉันบอกเธอเลยว่า เขาได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้มาสร้างบททดสอบให้เธอเป็นเวลา 3 ปี เขากับแม่มีจิตใจเชื่อมถึงกัน เขามาเพื่อจัดการกับเธอ และมา ‘ทวงหนี้’ จากเธอ” จากนั้นยังบอกให้เธอหยุดทำงานเป็นเวลา 3 ปีหลังคลอด และทุ่มเทเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง หากไม่ทำตาม ระยะเวลาของ “บททดสอบ” อาจยืดออกไป พร้อมเตือนว่า “ทันทีที่เด็กคลอด เธอก็จะรู้เอง”

คำพูดดังกล่าวทำให้หญิงสาวรู้สึกหวาดกลัว เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยได้รับคำทำนายจากหมอดูอีกคนว่า ลูกสองคนของเธอจะมีคนหนึ่งเลี้ยงง่าย และอีกคนเลี้ยงยาก เมื่อคำพูดทั้งสองครั้งมีลักษณะคล้ายกัน เธอจึงยิ่งกังวล แม้ตลอดการตั้งครรภ์ที่ผ่านมา การตรวจครรภ์เป็นไปด้วยดี และเธอรู้สึกว่าลูกในท้องเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายและไม่มีปัญหา เธอระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องรับฟังคำพูดในลักษณะที่เป็นลางร้ายเกี่ยวกับลูกในท้อง จนถึงขั้นรู้สึกอยากร้องไห้

อีกเหตุผลที่ทำให้คำแนะนำเรื่อง “หยุดงาน 3 ปี” สร้างความกังวลให้เธออย่างมาก คือสถานะทางการเงินของครอบครัว หญิงสาวทำงานเป็นพนักงานฝ่ายขายในธุรกิจการเงิน มีรายได้ต่อปีมากกว่า 3 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 3.1 ล้านบาท ขณะที่สามีทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มีรายได้ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1 ล้านบาทต่อปี

ปัจจุบันทั้งคู่อาศัยอยู่ที่บ้านของปู่ย่าของสามี และได้ซื้อบ้านโครงการใหม่ในราคาประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 31 ล้านบาท โดยบ้านจดทะเบียนในชื่อของเธอ และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นภาระที่เธอรับผิดชอบ

เธอยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา รายได้ของเธอสูงกว่าสามี แม้สามีจะดูแลเธอและช่วยเหลืองานในครอบครัวเป็นอย่างดี แต่ค่าใช้จ่ายในอนาคต ทั้งค่าผ่อนบ้านและค่าเลี้ยงดูบุตร ต่างต้องอาศัยรายได้จากการทำงานของเธอด้วย

ดังนั้น เมื่อได้ยินคำสั่งว่า “ห้ามทำงาน 3 ปี” สิ่งแรกที่เธอคิดคือ “สามปีเลยเหรอ? จะเป็นไปได้ยังไง? สามีฉันจะผ่อนบ้านไหวเหรอ?”

นอกจากภาระบ้านแล้ว ลูกคนโตของเธอยังมีค่าเล่าเรียนระดับอนุบาลประมาณ 300,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อปี หรือราว 3.1 แสนบาท และหากเธอออกจากงานเป็นเวลา 3 ปี ก็ยังหมายถึงรายได้และโอกาสก้าวหน้าในอาชีพที่ต้องสูญเสียไปด้วย

นอกจากเรื่องลูกในท้อง หมอดูยังแนะนำให้ทั้งคู่ย้ายออกจากบ้านของปู่ย่าฝ่ายสามีหลังคลอด เพราะหากยังอยู่ด้วยกัน อาจเกิดความขัดแย้งต่อเนื่องจนถึงขั้นหย่าร้าง นอกจากนี้ ยังไม่สนับสนุนให้แม่ของหญิงสาวมาช่วยเลี้ยงหลาน

เมื่อทราบว่าเธอมีแผนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน หรือที่เรียกว่า “เดือนผี” หมอดูยังตำหนิเธอว่า “ตั้งครรภ์อยู่แท้ ๆ ยังกล้าออกไปเที่ยวไปไหนมาไหนอีก” พร้อมแนะนำให้เธอเดินทางไปกรุงไทเปก่อนออกนอกประเทศ เพื่อรับเครื่องรางติดตัวไปด้วย

หลังกลับถึงบ้าน ปู่ย่าของสามีเองยังบอกให้เธอ “เชื่อฟังเทพเจ้า” และปฏิบัติตามคำแนะนำ โดยให้หยุดทำงานและใช้เวลาอยู่บ้านดูแลลูกเป็นเวลา 3 ปี แต่สำหรับเจ้าของโพสต์ เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่สามารถตัดสินใจตามความเชื่อได้ง่าย ๆ เพราะภาระทางการเงินที่รออยู่มีมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ที่มา: hk01

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน