แพทย์แชร์เคส ชายวัย 40 มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ต้องเปลี่ยนกางเกงในวันละ 3 ครั้ง ภรรยาทนไม่ไหว ลากไปหาหมอ ก่อนพบสาเหตุสุดช็อก

อาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีความผิดปกติ โดยแพทย์ชาวไต้หวันรายหนึ่งเปิดเผยกรณีของชายวัย 40 กว่าปีที่มีอาการกลั้นไม่อยู่ โดยเจ้าตัวต้องเปลี่ยนกางเกงในถึงวันละ 3 ครั้ง และแต่ละครั้งจะมีคราบสีเหลืองติดอยู่บนกางเกงใน

อย่างไรก็ตาม ชายคนดังกล่าวกลับไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ กระทั่งภรรยาเกิดความกังวลเรื่องสุขภาพ จึงพาสามีไปพบแพทย์ จนเกือบเกิดการทะเลาะกันภายในโรงพยาบาล เพราะฝ่ายชายไม่พอใจที่ภรรยานำเรื่องดังกล่าวมาพูด

เมื่อแพทย์สอบถามประวัติ พบว่าเมื่อประมาณ 4 เดือนก่อน ชายคนนี้เคยป่วยเป็น โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ (diverticulitis) และต้องนอนโรงพยาบาลนาน 2 สัปดาห์ จากนั้นประมาณ 1 เดือนต่อมา เขาเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ และหลังจากนั้นจึงเริ่มมีอาการกลั้นไม่อยู่

เจ้าตัวคิดว่าอาการดังกล่าวอาจเป็นเรื่องปกติหลังการส่องกล้อง เพราะรู้สึกว่า “บริเวณทวารหนักหลวมขึ้นเล็กน้อย” นอกจากนี้ยังมีอาการปวดท้องน้อยเป็นครั้งคราว และรู้สึกว่าร่างกายร้อน ๆ อยู่ตลอด

เมื่อแพทย์ถามว่าทำไมถึงไม่คิดว่าอาการเหล่านี้ผิดปกติ ชายคนดังกล่าวตอบว่า เพราะเขาไม่เคยส่องกล้องลำไส้ใหญ่มาก่อน จึงคิดว่าการที่หลังตรวจแล้วรู้สึกว่าทวารหนัก “หลวมขึ้นเล็กน้อย” เป็นอาการปกติ

แพทย์จึงส่งตรวจปัสสาวะ และพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงมีเศษตกค้างจำนวนมากในปัสสาวะ จึงสงสัยว่ากระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่อาจมีรูเชื่อมถึงกัน จากการตรวจพบว่า บริเวณลำไส้ใหญ่ที่เกิดการอักเสบไปแนบติดกับผนังกระเพาะปัสสาวะ เมื่อเวลาผ่านไป การอักเสบทำให้ผนังกระเพาะปัสสาวะบริเวณดังกล่าวบางลง

แพทย์อธิบายว่า ในระหว่างการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ จะมีการเป่าลมเข้าไปเพื่อขยายลำไส้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าแรงดันดังกล่าวอาจทำให้บริเวณผนังกระเพาะปัสสาวะที่บางอยู่แล้วเกิดการฉีกขาด จนเกิดเป็นรูเล็ก ๆ เชื่อมระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับลำไส้ใหญ่ หรือที่เรียกว่า fistula

เมื่อกระเพาะปัสสาวะมีปัสสาวะสะสมและเกิดแรงดัน ปัสสาวะจึงสามารถไหลผ่านรูดังกล่าวเข้าไปในลำไส้ใหญ่ และไหลออกมาทางทวารหนักได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายกับการกลั้นไม่อยู่ และพบคราบสีเหลืองบนกางเกงใน หากปล่อยไว้อาจต้องตัดทั้งผนังกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่บางส่วน

โชคดีที่ภรรยาสังเกตเห็นความผิดปกติได้เร็วและพาสามีมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด โดยแพทย์สามารถใช้วิธีผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อแยกบริเวณรูเชื่อมระหว่างกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ออกจากกัน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการรั่วของปัสสาวะได้

แต่หากปล่อยให้อาการดำเนินต่อไปจนเกิดการติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาร่วมกันระหว่างศัลยแพทย์และแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ และอาจต้อง ตัดผนังกระเพาะปัสสาวะออกเป็นบริเวณกว้าง รวมถึงตัดลำไส้ใหญ่ส่วนที่เกิดการอักเสบออกทั้งหมด

เรื่องนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อาการผิดปกติเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายหรือมีสิ่งผิดปกติปนออกมา เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที

ที่มา: hk01

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน