ชุดทำคดี แตงโม สวนกลับ ปมดีเอสไอส่งสำนวน ป.ป.ช. ฟันเจ้าหน้าที่รัฐ-บุคคลทั่วไป 40 ราย บิดเบือนผลการสอบสวน ชี้ดีเอสไอยุติแค่ชั้นสืบสวน ไร้ผลทางกฎหมาย หลังหาหลักฐานฆ่าไม่พบ-ไม่เข้าบิดเบือน จี้ออกมาแถลงความจริง
วันที่ 25 ส.ค.69 จากกรณีปรากฎเป็นข่าวว่า ดีเอสไอ โดยคณะพนักงานสืบสวน ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบกรณีการเสียชีวิต น.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม อดีตนักแสดงสาวชื่อดัง โดยมีสำนวนคดีรวม 45 แฟ้ม เอกสารกว่า 13,000 แผ่น เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลธรรมดา ประมาณ 40 ราย ที่ร่วมบิดเบือนผลการสอบสวนในกระบวนการยุติธรรม มีพฤติการณ์เป็นที่ต้องสงสัยว่า มีกลุ่มบุคคลส่วนต่างๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง เตรียมส่งสำนวนให้สำนักงาน ป.ป.ช. ในวันที่ 26 ส.ค.69 นั้น อ่านข่าว ดีเอสไอส่งสำนวน ป.ป.ช. คดีแตงโม ฟัน จนท.รัฐ-บุคคลทั่วไป 40 ราย
รายงานข่าวแจ้งว่า แหล่งข่าวชุดสืบสวนสอบสวนทำคดีแตงโม ออกมาระบุว่า จากที่รับฟังข่าว โดยอ้างว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากชุดสืบสวนของดีเอสไอ มองว่า เป็นการสืบสวน ไม่มีการกล่าวหา ไม่มีการฟันธง คนฆ่ายังเลื่อนลอย จนนานแล้วที่สุดแล้วก็สั่งยุติ เรื่องจึงให้ส่งไป ป.ป.ช. สถานะเคสนี้ ไม่ได้มีผลทางกฎหมาย ไม่มีเจ้าภาพรับสอบสวน ปกติสืบสวนแล้ว คดีต้องมีการสอบสวนต่อ อันนี้ไม่มีสำนวนสอบสวน ส่วนสืบสวนก็เป็นการรวบรวมความเห็น ข้อมูล หลักๆ ก็คงเป็นเอกสารในชั้นศาล หลายๆ ศาลของเก่าที่มีอยู่แล้ว มาทำความเห็นของเจ้าหน้าที่ แต่ทำความเห็นนอกศาลวิเคราะห์กันโดยไม่ผ่านกระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย เรียกว่าถ้าเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเมื่อสืบสวนเสร็จต้องมีการกล่าวหาและรับสอบสวน แล้วค่อยผ่านสำนวนไป ป.ป.ช.
กรณีที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ไปร้องดีเอสไอ ว่าคดีแตงโมมีเงื่อนงำโดยมีกลุ่มคนร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้การช่วยเหลือบุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษ จึงขอให้รับเป็นคดีพิเศษ โดยดีเอสไอ สืบสวนมานานกว่า 1 ปี กระทั่ง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีคำสั่งให้ยุติเรื่องโดยสมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา สรุปคือ ดีเอสไอ ยุติแค่ชั้นสืบสวน ไม่สืบสวนต่อ คดีนี้สืบสวนมานานแล้ว แต่ดีเอสไอยังไม่รู้ว่า ใครฆ่า ใช้อะไรฆ่า ไม่มีคำตอบ ยังไม่ฟันธงว่าเป็นการฆ่า โดยขาดองค์ประกอบเรื่องการบิดเบือนช่วยเหลือ เพราะข้อหาไหน ที่คนร้ายไม่ต้องรับโทษ ถ้าเป็นข้อหาฆ่า ก็ยังไม่ได้ เพราะดีเอสไอ ยังยืนยันไม่ได้ว่าใครฆ่า กระทั่งตัว นายอัจฉริยะ ก็ยืนยันไม่ได้
เรื่องนี้จะเห็นว่าตัวเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่สืบสวนเรื่องนี้ ก็ไม่รับเป็นผู้ยืนยันกล่าวหาใคร ไม่มีระบุตัวตน ว่าใครเป็นผู้กระทำจะเห็นได้ตั้งเเต่แรกที่รับทำคดีทางดีเอสไอไม่ได้รับทำสำนวนสอบสวนเป็นคดีพิเศษ ไม่มีการฟันธง สืบสวนยังไม่ได้ตัวใคร มีการฆ่าหรือไม่ ข้อมูลยังเลื่อนลอย
อย่างไรก็ตาม ต้องทราบกันไว้ว่าหลักการสอบสวนที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ ดีเอสไอต้องรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อส่งให้ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน แล้วรอ ป.ป.ช.จะทำสำนวนเอง หรือรอรับสำนวนกลับมาทำ แต่เงื่อนไขคือต้องเริ่มสอบสวนก่อน แต่อันนี้คือไม่ได้เกิดการสอบสวนเลย
จนกระทั่งมายุติเรื่อง และให้ส่งไป ป.ป.ช.ก็เท่ากับดีเอสไอ ปัดตกจากหน่วยงานตัวเอง เรื่องนี้ถือว่าไม่มีผลทางกฎหมายที่จะไปเริ่มกระบวนการสอบสวน ผลหลังจากนี้เมื่อดีเอสไอปัดตก เพราะหาพยานหลักฐานฆ่าไม่เจอ การส่งหนังสือให้ ป.ป.ช. เป็นขั้นตอนปกติ กรณียุติเรื่องไม่ทำต่อเป็นหลักการกฎหมาย
เคสนี้หากลองเทียบกับคดีที่ตำรวจสืบสวนที่ปกติจะมีการกล่าวหา ยกตัวอย่างเช่นคดี เว็บพนัน ที่พบว่ามีอดีตนายตำรวจใหญ่เกี่ยวข้อง เท่ากับพบการกระทำความผิด ตำรวจที่สืบสวนพบความผิดต้องมีการกล่าวหา ดำเนินคดี แล้วก็ส่งสำนวนไป ป.ป.ช.เพราะมีเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ แต่การกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ 157 ในคดีแตงโม เรื่องจบไปตั้งนานแล้ว แต่อยู่ๆ ก็ออกมาโจมตีตำรวจชุดทำคดีตอนที่กำลังมีการแต่งตั้งโยกย้าย ทั้งที่ดีเอสไอมีคำสั่งยุติเรื่องตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็เกิดข้อสงสัยว่าเรื่องนี้มีการรับงานใคร
เทียบกันง่ายๆ คดีสาเหตุการตายของแตงโม ดีเอสไอแค่สืบสวนยังไม่ผ่านการสอบสวนเลย แต่ของตำรวจที่มีการฟ้องศาลไปแล้ว เป็นทั้งการสืบสวน ผ่านการสอบสวน มีการอ้างอิงการสอบพยานหลักฐาน มีน้ำหนักกว่า การวิเคราะห์ของตำรวจ เป็นเรื่องพยานหลักฐานชั้นสอบสวน แม่นยำกว่า
เรื่องนี้ดีเอสไอควรจะออกมาแถลงความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ดีเอสไอ ยุติเรื่องไปแล้ว ไม่ได้การสอบสวนหรือรับเป็นคดีพิเศษต่อ การส่งเรื่องไป ป.ป.ช.ก็คือการส่งหนังสือราชการไปตามขั้นตอนกฎหมายตามปกติที่มีการยุติเรื่อง
ตามกระแสข่าวที่ปล่อยออกมาโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อเนื่องตั้งแต่ทำคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทคนที่โจมตีหลายคดี แต่มีกลุ่มคนที่ใช้ข้ออ้างช่วงที่ดีเอสไอสืบสวน มาใช้เป็นข้อต่อสู้ช่วยให้บุคคลพ้นผิด อาจเป็นการยืมมือเจ้าหน้าที่รัฐ เชื่อว่าอาจมีกลุ่มบุคคลทำเป็นขบวนการ ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลัง ช่วยเหลือบุคคลให้พ้นผิด จากการโจมตีเจ้าหน้าที่ตลอดมา ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง เรื่องนี้ต้องมีการดำเนินคดีกลับอย่างแน่นอน ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป