แอร์โฮสเตสอายุงาน 12 ปี เตือนเอง “12 สิ่งที่ไม่ควรซื้อที่สนามบิน” ชี้ราคาแพงเกินจำเป็น พร้อมคำแนะนำ ทางเลือกที่ช่วยประหยัดได้เยอะมาก
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ ในการเดินทางไปต่างประเทศ หลายคนมักใช้เวลาระหว่างรอขึ้นเครื่องหรือเมื่อเที่ยวบินล่าช้า เดินเลือกซื้อสินค้าตามร้านค้าภายในสนามบินเพื่อฆ่าเวลา
แต่ Carin Ryan พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีประสบการณ์การทำงานนาน 12 ปี เปิดเผยว่า ร้านค้าในสนามบินมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดึงดูดใจนักเดินทางเป็นอย่างมาก แต่สินค้าหลายประเภทกลับมีราคาสูงเกินความจำเป็น
เธอจึงแนะนำ 12 สิ่งที่ไม่ควรซื้อที่สนามบิน พร้อมเสนอทางเลือกที่ควรเตรียมไปเอง โดยระบุว่า หากวางแผนล่วงหน้าอย่างเหมาะสม อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก

1. น้ำดื่มบรรจุขวด
เธอระบุว่า น้ำดื่มถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีราคาสูงในสนามบิน นักเดินทางจึงควรพกขวดน้ำแบบใช้ซ้ำที่มีขนาดเหมาะสมไปด้วย โดยสนามบินหลายแห่งในปัจจุบันมีจุดเติมน้ำดื่มสำหรับผู้โดยสาร ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อน้ำขวดได้
2. ขนมขบเคี้ยว
แม้จะเป็นของว่างชิ้นเล็ก ๆ แต่ขนมในสนามบินมักมีราคาสูงกว่าร้านค้าทั่วไป เธอแนะนำให้เตรียมขนมหรือของว่างในกล่องขนาดเล็กติดตัวไปเอง เช่นเดียวกับเครื่องดื่มเกลือแร่ ซึ่งอาจเลือกพกผงชงเกลือแร่แทนการซื้อเครื่องดื่มสำเร็จรูปที่มีตัวเลือกจำกัดและราคาแพงในสนามบิน
3. ผ้าห่มสำหรับเดินทาง
ภายในห้องโดยสารอาจมีอากาศเย็นจนทำให้ผู้โดยสารหลายคนซื้อผ้าห่มราคาถูกที่สนามบินแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตามเธอแนะนำให้พกผ้าปูหรือผ้าคลุมสำหรับเดินทางที่มีน้ำหนักเบาและสามารถพับเก็บได้ขนาดกะทัดรัด ซึ่งช่วยให้ความอบอุ่นและสะดวกต่อการพกพามากกว่า
4. หมอนรองคอฉุกเฉิน
เธอไม่แนะนำให้ซื้อหมอนรองคอราคาถูกหรือคุณภาพต่ำที่สนามบิน เนื่องจากอาจรองรับคอได้ไม่ดี ควรลงทุนซื้ออุปกรณ์รองรับคอคุณภาพดีที่พับเก็บง่ายและสามารถซักทำความสะอาดได้ เพื่อนำติดตัวไปใช้ได้ในระยะยาว
5. หนังสือ
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านหนังสือระหว่างรอขึ้นเครื่อง หนังสือในร้านค้าสนามบินมักมีราคาสูงและมีตัวเลือกจำกัด เธอแนะนำให้พกเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือเตรียมหนังสือที่ต้องการอ่านไว้ล่วงหน้า

6. สายชาร์จโทรศัพท์
สายชาร์จเป็นหนึ่งในสิ่งที่นักเดินทางมักลืมพกติดตัว และอาจต้องซื้อในสนามบินในราคาสูง แนะนำให้เตรียมสายชาร์จแบบหลายหัวหรือสายชาร์จแบบอเนกประสงค์ไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับอุปกรณ์หลายประเภทและลดปัญหาการต้องซื้อใหม่ในนาทีสุดท้าย
7. หูฟังไร้สาย
สำหรับผู้ที่มักทำหูฟังไร้สายหล่นหรือสูญหาย แนะนำให้พิจารณาหูฟังแบบครอบหู เนื่องจากมองเห็นได้ง่ายและมีโอกาสหล่นหายใต้เบาะน้อยกว่า อีกทั้งยังเป็นสัญญาณทางอ้อมว่าผู้สวมใส่อาจไม่ต้องการสนทนากับคนรอบข้าง
อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่าไม่ควรเปิดระบบตัดเสียงรบกวนจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้างทั้งหมด เพราะอาจพลาดประกาศสำคัญหรือคำแนะนำฉุกเฉินจากลูกเรือได้
8. น้ำหอมขวดใหญ่จากร้านปลอดภาษี
นักเดินทางบางคนที่ลืมนำน้ำหอมติดตัวอาจตัดสินใจซื้อขวดขนาดใหญ่จากร้านปลอดภาษี แต่เธอแนะนำให้แบ่งน้ำหอมที่ใช้เป็นประจำใส่ขวดขนาดสำหรับเดินทาง และเตรียมไว้ล่วงหน้าแทน
9. ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและของใช้ส่วนตัวขนาดปกติ
แทนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่สนามบิน ควรเตรียมชุดผลิตภัณฑ์สำหรับเดินทางในปริมาณและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของสนามบิน
10. ถุงช้อปปิ้งหรือกระเป๋าของที่ระลึกราคาแพง
หากซื้อของฝากจำนวนมากจนกระเป๋าเดินทางไม่พอ เธอแนะนำว่าไม่ควรซื้อถุงใส่ของหรือกระเป๋าที่ระลึกราคาแพงในสนามบิน แต่ควรพกกระเป๋าเป้หรือกระเป๋าแบบพับเก็บได้ที่มีซิปและรับน้ำหนักได้ดีติดตัวไว้แทน

11. ยาสามัญประจำบ้านแบบซื้อฉุกเฉิน
ระหว่างเดินทาง หลายคนอาจมีอาการปวดท้อง แพ้ หรือรู้สึกไม่สบายกะทันหัน แนะนำให้เตรียมชุดยาสามัญประจำบ้านและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า แทนการซื้อยาขนาดบรรจุภัณฑ์เล็กหรือแบบแยกหน่วยในสนามบิน ซึ่งอาจมีราคาสูงกว่า
12. สินค้าอื่น ๆ ที่ซื้อเพราะความจำเป็นเฉพาะหน้า
เธอทิ้งท้ายว่า สินค้าหลายอย่างในสนามบินมีราคาสูง เพราะนักเดินทางมักซื้อจากความจำเป็นในช่วงเวลาจำกัด ดังนั้น การเตรียมสัมภาระให้พร้อมก่อนออกเดินทาง ทั้งน้ำดื่ม ขนม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของใช้ส่วนตัว และยาที่จำเป็น จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น
เธอย้ำว่า การวางแผนล่วงหน้าเพียงเล็กน้อยอาจช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด และทำให้นักเดินทางไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพียงเพราะลืมสิ่งของจำเป็นไว้ที่บ้าน
ที่มา ETToday