ทนายไข่มุก เล่าย้อนวันที่ ต้า เฟ็ดเฟ่ เดินเท้ามาขอให้ช่วย แววตาหม่นหมอง พูดแต่เรื่องความตายซ้ำๆ เผยเหตุที่ตัดสินใจช่วย ไม่ใช่เพียงเพราะสงสาร แต่อาจมีเรื่องความเข้าใจผิดอยู่ด้วย

วันที่ 31 ส.ค.69 ทนายไข่มุก ทนายความของ ต้า เฟ็ดเฟ่ เปิดใจเล่าถึงช่วงเวลาที่ได้พบกับ “ต้า เฟ็ดเฟ่” ในวันที่ชีวิตกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก หลังมีคดีความเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเจ้าตัวอยู่ในสภาพจิตใจย่ำแย่ และยอมรับว่าไม่มีเงินเพียงพอสำหรับจ้างทนายความ

ทนายไข่มุก ระบุว่า การพบกันครั้งแรกเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น แต่เมื่อได้เจอกันอีกครั้งในช่วงที่คดีเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องลิขสิทธิ์และหนังสือแจ้งต่างๆ สภาพของพี่ต้าดูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ใบหน้าหมองและพูดถึงเรื่องความตายซ้ำๆ จนรู้สึกเป็นห่วงว่าหากปล่อยให้ออกจากสำนักงานไปเพียงลำพัง อาจเกิดเหตุร้ายขึ้นได้

ตนจึงพยายามพูดคุยและหาทางช่วยเหลือ มองว่าพี่ตายังเป็นคนที่มีความสามารถ จึงชวนคิดถึงช่องทางสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ ช่วงนั้น พี่ต้า พยายามหารายได้ด้วยการรับจ้างทำคลิปให้แฟนคลับ มีทั้งการพาไปเที่ยวและทำกิจกรรมร่วมกัน ได้ค่าตอบแทนประมาณ 3,500-5,000 บาทต่อคลิป ขณะที่ทนายก็พยายามเสนอแนวทางอื่นๆ เพื่อให้เจ้าตัวนำความสามารถที่มีอยู่กลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง

ทนายไข่มุก บอกว่า สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจช่วย ไม่ใช่เพียงเพราะสงสาร แต่เพราะมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมีเรื่องความเข้าใจผิดอยู่ด้วย และไม่อยากปฏิเสธคนที่กำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่มืดมนที่สุด นอกจากนี้ ยังได้พบกับคุณแม่ของพี่ต้า ซึ่งเล่าว่าครอบครัวยังคงมีภาระและต้องทำงานรับจ้างทำความสะอาด ขณะที่คุณพ่อมีอาการป่วย โดยคุณแม่เคยฝากให้ช่วยดูแลพี่ต้าด้วย

ตนเคยพูดกับคุณแม่ว่า หากต้องการสามารถมารับงานทำความสะอาดที่สำนักงานได้ ซึ่งขณะนั้นก็รู้สึกลังเล เพราะเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียศักดิ์ศรี แต่สุดท้ายคุณแม่กลับมีท่าทีที่น่ารักและขอเพียงให้ช่วยดูแลลูกชาย

หลังจากนั้นก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของพี่ต้าอย่างชัดเจน จากคนที่เคยมีแววตาหม่นหมอง ไม่มีประกายในดวงตา กลับเริ่มมีความหวังและพยายามกลับมาทำงานอีกครั้ง หนึ่งในภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงคือวันที่ไปศาลมีนบุรี ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงการทำคอนเทนต์ แต่ด้วยความเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ พี่ต้าสามารถนำสถานการณ์มาปรับเป็นคอนเทนต์ได้ จนเห็นว่าเริ่มกลับมามีอารมณ์และกำลังใจที่ดีขึ้น

ล่าสุดพี่ต้ายังพยายามทำเสื้อออกมาขาย และมีครั้งหนึ่งเดินทางผ่านสำนักงานของทนาย ก่อนจะจำได้ว่าเป็นสำนักงานแห่งใหม่ จึงนำเสื้อมาให้ถึงที่สำนักงาน เรื่องราวดังกล่าวสะท้อนอีกมุมหนึ่งของคนที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตและคดีความว่า บางครั้งสิ่งที่จำเป็นที่สุดอาจไม่ใช่เพียงความช่วยเหลือด้านคดี แต่คือการมีใครสักคนที่ยื่นมือเข้ามาในวันที่เจ้าตัวรู้สึกว่าไม่เหลือทางออก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน