หมอเจด เตือน สโตรก เกิดบ่อยตอนเช้า เช็กเลย หลังตื่นนอน ต้องระวังอะไรบ้าง? ย้ำ หน้าเบี้ยว แขนอ่อนแรง พูดไม่ชัด รีบไปโรงพยาบาลทันที

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ให้ความรู้เกี่ยวกับสโตรก (Stroke) หรือโรคหลอดเลือดสมอง ระบุว่า สโตรกเกิดบ่อยตอนเช้า! หลังตื่นต้องระวังอะไรบ้าง?

สโตรกมักจะกำเริบบ่อยในช่วงเวลานี้ครับ โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนจากโหมดหลับมาเป็นโหมดตื่น ระบบประสาทที่ช่วยให้เราตื่นตัวเริ่มทำงานมากขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันขยับสูงขึ้น ฮอร์โมนบางตัวอย่างคอร์ติซอลก็เพิ่มขึ้นตามวงจรธรรมชาติ

ในคนที่มีความดันสูง หลอดเลือดแข็ง มีเบาหวาน ไขมันสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเคยมีสโตรกมาก่อน ช่วงนี้จึงเป็นเวลาที่ผมอยากให้ระวังมากเป็นพิเศษครับ

บางคนเข้านอนเมื่อคืนยังคุยกันปกติ แต่พอตื่นเช้ามา กลับยกแขนข้างหนึ่งไม่ขึ้น เดินเซ พูดไม่ชัด หรือมุมปากตก แบบนี้เราเรียกว่า Wake-up stroke คือสโตรกที่ตื่นมาแล้วพบอาการ แต่ไม่รู้แน่ว่าเริ่มเกิดตอนไหน เพราะตอนหลับเราไม่ได้รับรู้ครับ

สิ่งสำคัญที่สุดหลังตื่น จึงไม่ใช่รีบลุกไปทำทุกอย่างทันที แต่คือรู้ว่าอะไรควรระวัง และอาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันทีครับ

1.อย่ารีบลุกพรวดจากเตียง โดยเฉพาะคนที่เวียนหัวหรือกินยาความดัน หลังตื่น ร่างกายต้องปรับความดันจากท่านอนมาเป็นท่านั่งและท่ายืน บางคนลุกเร็วแล้วหน้ามืด บางคนเดินเซ บางคนต้องจับผนังไว้ อาการแบบนี้อาจมาจากความดันตกเวลาเปลี่ยนท่า โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนกินยาความดัน ยาขับปัสสาวะ หรือคนที่ดื่มน้ำน้อยครับ ผมอยากให้ตื่นแล้วนอนนิ่งสักครู่ จากนั้นค่อยนั่งขอบเตียง แล้วจึงลุกยืน

แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องแยกให้ดี ถ้าลุกแล้วแค่หน้ามืดแป๊บเดียวแล้วหาย อาจเป็นเรื่องความดัน แต่ถ้ามีหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด หรือเดินเซแบบผิดปกติ ต้องคิดถึงสโตรกก่อนครับ

2.ถ้าจะวัดความดันตอนเช้า ให้พักก่อน อย่าวัดตอนเพิ่งเดินหรือเพิ่งเครียด ความดันตอนเช้ามีประโยชน์มากครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นความดันสูง แต่ถ้าตื่นมาปุ๊บ ลุกเข้าห้องน้ำ เดินไปมา ดื่มกาแฟ แล้วค่อยวัด ตัวเลขอาจสูงกว่าความจริง

ผมอยากให้วัดในสภาพใกล้เคียงกันทุกวัน หลังเข้าห้องน้ำ ก่อนกาแฟ ก่อนออกกำลัง นั่งพักเงียบ ๆ ประมาณ 5 นาที แล้วค่อยวัด ดูเป็นแนวโน้มครับ ไม่ใช่ตกใจกับตัวเลขครั้งเดียว

ถ้าความดันตอนเช้าสูงซ้ำ ๆ หลายวัน โดยเฉพาะคนที่มีโรคหลอดเลือดหรือเคยสโตรก ควรเอาค่าที่จดไว้ไปคุยกับแพทย์ เพราะบางครั้งอาจต้องปรับแผนยาและเวลาการกินยาให้เหมาะครับ

3.อย่ารีบดื่มกาแฟเข้ม ๆ หรือเครื่องดื่มชูกำลังก่อนรู้ว่าร่างกายเช้านี้เป็นยังไง ผมเข้าใจครับ หลายคนตื่นมา สิ่งแรกที่คิดถึงคือกาแฟ

แต่วันที่นอนน้อย เครียด หรือความดันสูงอยู่แล้ว คาเฟอีนปริมาณมากสามารถทำให้ชีพจรและความดันขึ้นชั่วคราวในบางคนได้ครับ ยิ่งถ้าเป็นกาแฟหวานหรือเครื่องดื่มชูกำลัง ก็ได้ทั้งคาเฟอีนและน้ำตาลเพิ่มเข้าไปอีก

ถ้าดื่มกาแฟเป็นประจำและร่างกายรับได้ ก็ไม่ได้ต้องงดครับ แค่ไม่ต้องรีบอัดหลายแก้วตั้งแต่ตื่น และถ้ารู้ตัวว่าความดันขึ้นง่าย ใจสั่นง่าย หรือเคยมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผมอยากให้ค่อย ๆ ดื่มหลังร่างกายตั้งหลักแล้วครับ

4.เช้าไหนที่ปวดหัวแรงผิดปกติ อย่ากินยาแล้วนอนต่ออย่างเดียว คนที่เป็นไมเกรนหรือปวดหัวบ่อยอาจคุ้นกับอาการครับ แต่ถ้าปวดหัวเช้านี้ “ไม่เหมือนเดิม” ผมอยากให้ระวัง

ปวดรุนแรงมากทันที ปวดที่สุดในชีวิต มีอาเจียน คอแข็ง ซึมลง เดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือพูดผิดปกติ

อาการแบบนี้ต้องรีบประเมินครับ เพราะอาจเกี่ยวกับเลือดออกในสมองหรือปัญหาทางระบบประสาทอื่นที่ต้องรักษาเร็ว อย่ารอว่า “เดี๋ยวนอนอีกหน่อยคงหาย” เพราะเวลาของสมองมีความหมายมากครับ

5.เช็กหน้า แขน และคำพูดของตัวเองง่าย ๆ ถ้ารู้สึกแปลกหลังตื่น หลายคนตื่นมาแล้วรู้สึกว่า “วันนี้แปลก ๆ” แต่บอกไม่ถูกครับ

ตรงนี้ผมอยากให้เช็กง่าย ๆ ลองยิ้มหน้ากระจก ลองยกแขนสองข้างพร้อมกัน ลองพูดประโยคง่าย ๆ ถ้ามุมปากข้างหนึ่งตก แขนข้างหนึ่งตกลง พูดไม่ชัด พูดผิดคำ หรือฟังแล้วแปลกไปจากเดิม ต้องคิดถึงสโตรกครับ

บางคนจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ชาครึ่งซีก มองเห็นภาพซ้อน สูญเสียการมองเห็นบางส่วน หรือเดินเซมากผิดปกติ

อาการพวกนี้ไม่ควรรอครับ ยิ่งถ้าตื่นมาแล้วเพิ่งพบอาการ อย่าคิดว่า “ไม่รู้เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ งั้นคงรักษาไม่ได้” ปัจจุบันโรงพยาบาลสามารถใช้ภาพสมองช่วยประเมินได้ว่าใครยังมีโอกาสได้ประโยชน์จากการรักษาบางแบบครับ สิ่งที่ต้องทำ คือ ไปให้เร็วที่สุด

6.คนที่มี AF ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะลิ่มเลือดจากหัวใจสามารถไปอุดสมองได้ AF หรือ atrial fibrillation คือภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะครับ

ปัญหาคือบางคนเป็น ๆ หาย ๆ กลางวันตรวจชีพจรปกติ กลางคืนหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นช่วง
เจ้าตัวไม่รู้เลย บางคนไม่มีใจสั่นด้วยซ้ำครับ

ถ้ามี AF แล้วไม่ได้รับการประเมินเรื่องยาป้องกันลิ่มเลือดตามความเสี่ยง ลิ่มเลือดสามารถเกิดในหัวใจและหลุดไปอุดหลอดเลือดสมองได้

ถ้าเคยมีใจสั่นเป็นพัก ๆ ชีพจรไม่สม่ำเสมอ เป็นลม หรือเคยตรวจพบ AF ผมอยากให้ติดตามให้ต่อเนื่องครับ และถ้าได้รับยาป้องกันลิ่มเลือดอยู่แล้ว อย่าหยุดเองเพราะคิดว่า “ช่วงนี้หัวใจปกติดี” เรื่องนี้ต้องดูตามความเสี่ยงของแต่ละคนครับ

7.หลังตื่นแล้วอย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำมาก โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางหรือกินยาขับปัสสาวะ ตอนเช้าร่างกายเพิ่งผ่านการไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายชั่วโมงครับ ถ้าดื่มน้ำน้อยทั้งวันอยู่แล้ว หรือเสียเหงื่อมาก ร่างกายอาจขาดน้ำมากขึ้น

ผมไม่ได้อยากให้ตื่นมาแล้วกรอกน้ำเป็นลิตรครับ แค่ดื่มตามความกระหาย และให้ปัสสาวะไม่เข้มมากเกินไปในคนทั่วไปก็พอ

ส่วนคนที่มีหัวใจล้มเหลว ไตเสื่อมมาก หรือถูกจำกัดน้ำ ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแลครับ
เรื่องเล็กอย่าง “ดื่มน้ำพอดี” ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลระบบไหลเวียนเลือดเช่นกัน

ถ้าเป็นคนที่เสี่ยงสโตรก ผมอยากให้เช้าเริ่มแบบนี้ครับ

  • ตื่นแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนท่า ไม่รีบลุกพรวด
  • ถ้าวัดความดัน ให้พักก่อนประมาณ 5 นาทีและวัดเวลาใกล้เคียงกัน
  • สังเกตหน้า แขน คำพูด และการเดิน ถ้ารู้สึกผิดปกติ
  • กินยาความดัน ยาเบาหวาน หรือยาป้องกันลิ่มเลือดตามแผน ไม่ปรับเอง
  • ดื่มน้ำตามความเหมาะสม
  • ลดบุหรี่และการดื่มหนัก เพราะเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดโดยรวม
  • ถ้ามี AF หรือเคยสโตรกมาก่อน ต้องติดตามต่อเนื่องครับ

สุดท้าย ผมอยากให้จำเรื่องนี้ไว้ครับ สโตรกช่วงเช้าไม่ได้น่ากลัวเพราะ “เช้าเป็นเวลาต้องห้าม” แต่มันเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนเร็ว และเป็นช่วงที่เรามักเพิ่งค้นพบอาการที่เกิดขึ้นระหว่างนอน เมื่อคืนยังคุยกันดี เช้ามายกแขนไม่ขึ้น พูดไม่ชัด มุมปากตก ถ้าเจอแบบนี้ อย่ารอดูครับ

จำง่าย ๆ ว่า หน้าเบี้ยว แขนอ่อนแรง พูดไม่ชัด = ไปโรงพยาบาลทันที เพราะเรื่องของสโตรก เวลายิ่งเร็ว สมองยิ่งมีโอกาสรักษาเนื้อสมองไว้ได้มากขึ้นครับ

เช้านี้ถ้าตื่นมาแล้วทุกอย่างปกติดี ผมก็อยากให้ถือว่าเป็นอีกวันที่เราได้โอกาสดูแลตัวเองต่อ วัดความดันให้ถูก กินยาตามแผน ขยับร่างกาย คุมหวาน คุมเค็ม แล้วอย่าปล่อยให้ปัจจัยเสี่ยงสะสมเงียบ ๆ ไปเรื่อย ๆ ครับ

ที่มา : หมอเจด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน