หมอเจด เตือน สโตรก ไม่ได้มีแค่หน้าเบี้ยว! เช็กเลย 6 อาการต้องระวัง หลายคนไม่รู้ว่าเป็น เผย ใครคือกลุ่มเสี่ยง ควรจำอาการเหล่านี้ให้แม่น
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ระบุว่า Stroke ไม่ได้มีแค่หน้าเบี้ยว! 6 อาการที่คนมักไม่รู้ว่าเป็น Stroke
เวลาพูดถึง Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมอง หลายคนจำภาพว่า หน้าเบี้ยว แขนตก พูดไม่ชัด 3 อย่างนี้สำคัญครับ แต่ Stroke ไม่ได้มาแบบนี้ทุกคน
บางคนหน้าไม่เบี้ยว แขนขายังยกได้ แต่จู่ ๆ เดินเซเหมือนเมา มองเห็นภาพซ้อน พูดเป็นคำแต่ใช้คำผิด หรืออยู่ดี ๆ มือข้างหนึ่งหยิบของไม่แม่น เพราะอาการมันดู “ไม่เหมือน Stroke” คนรอบตัวจึงมักคิดว่าเหนื่อย พักผ่อนน้อย น้ำตาลตก หรือเวียนหัวธรรมดา
สิ่งที่ผมอยากให้จำมากที่สุดคือ Stroke มักทำให้ความสามารถบางอย่างของสมองเปลี่ยนไปแบบกะทันหัน เมื่อกี้ยังเดินดี อยู่ ๆ เดินไม่ได้ เมื่อกี้ยังคุยกันรู้เรื่อง อยู่ ๆ ใช้คำผิด เมื่อกี้ยังมองเห็นปกติ
อยู่ ๆ ภาพหายไปด้านหนึ่ง ถ้าเกิดแบบนี้ อย่ารอให้มีหน้าเบี้ยวก่อนครับ
1.อยู่ดี ๆ เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ เหมือนเมาทั้งที่ไม่ได้ดื่ม
Stroke บางตำแหน่งเกิดบริเวณสมองน้อยหรือก้านสมอง ซึ่งมีหน้าที่สำคัญเรื่องการทรงตัวและการประสานงานของร่างกายครับ
อาการจึงอาจไม่ได้ออกมาเป็นแขนอ่อนแรงชัด ๆ บางคนลุกขึ้นมาแล้วเดินตรงไม่ได้ ตัวเอนไปข้างหนึ่ง ต้องเกาะผนัง เดินแล้วขาไขว้กัน หรืออยู่ดี ๆ ยืนเองไม่ไหว
อีกแบบหนึ่งคือกำลังแขนยังมี แต่การเคลื่อนไหว “ไม่แม่น” จะหยิบแก้วแต่เอื้อมเลย ใช้นิ้วแตะของไม่ตรง ตักข้าวแล้วมือสั่นหรือกะระยะไม่ได้เหมือนเดิม
เวียนหัวจากหูชั้นในมีได้บ่อยครับ แต่ถ้าเวียนหัวรุนแรงแบบเกิดทันที และมีเดินไม่ได้ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด หรือชาครึ่งหน้า ต้องคิดเรื่องหลอดเลือดสมองด้วย เพราะ Stroke ด้านหลังของสมองบางครั้งไม่มีหน้าเบี้ยวให้เราเห็นเลยครับ
2.มองเห็นภาพซ้อน หรือลานสายตาหายไปบางด้าน
การมองเห็นไม่ได้เกิดจากลูกตาอย่างเดียวครับ สมองส่วนหลังมีหน้าที่ประมวลผลภาพที่ตามองเห็นด้วย ถ้าหลอดเลือดบริเวณนี้มีปัญหา
บางคนจึงมีอาการทางตาเป็นหลัก เช่น อยู่ดี ๆ เห็นคนหนึ่งคนเป็นสองคน มองแล้วภาพซ้อน ภาพด้านหนึ่งหายไป เดินชนประตูหรือของที่อยู่ด้านเดิมซ้ำ ๆ อ่านหนังสือแล้วเหมือนข้อความหายไปครึ่งบรรทัด บางคนกินข้าวอยู่ แต่ไม่เห็นกับข้าวที่อยู่ครึ่งหนึ่งของจาน ทั้งที่ตาทั้งสองข้างยังลืมได้ตามปกติ นี่เรียกว่า ลานสายตาผิดปกติ ครับ
อีกอาการที่ต้องระวังคือ อยู่ดี ๆ ตาข้างหนึ่งมองมืดลงเหมือนมีม่านมาปิด แล้วอาจกลับมามองเห็นอีกครั้ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา
ดังนั้น ถ้าการมองเห็นเปลี่ยนแบบทันทีทันใด โดยเฉพาะไม่เคยเป็นมาก่อน อย่าคิดว่าเป็นแค่สายตาล้าครับ
3.พูดชัดอยู่ แต่ “ใช้ภาษาไม่ถูก” ก็เป็น Stroke ได้
คนส่วนใหญ่รอดูว่าลิ้นแข็งหรือพูดไม่ชัดหรือเปล่า แต่ Stroke บางตำแหน่งไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อปากอ่อนแรงครับ มันกระทบส่วนของสมองที่ใช้สร้างและเข้าใจภาษา อาการจึงออกมาแปลกมาก
อยากพูดว่า “ขอน้ำ” แต่นึกคำว่า “น้ำ” ไม่ออก รู้ว่าของตรงหน้าคือปากกา แต่เรียกชื่อไม่ได้ บางคนพูดคล่องมาก ทุกคำออกเสียงชัด แต่ประโยคที่พูดกลับไม่สัมพันธ์กันจนคนฟังไม่เข้าใจ อีกแบบหนึ่งคือญาติพูดด้วย แต่เจ้าตัวเหมือนฟังภาษาเดิมไม่รู้เรื่อง
ตัวอย่างเช่นถามว่า “ยกมือขวาขึ้นหน่อย” แต่กลับทำอีกอย่าง ทั้งที่ได้ยินเสียงชัด อาการแบบนี้เรียกว่า ความผิดปกติของภาษา ซึ่งเป็นอาการ Stroke ที่สำคัญมากครับ
ลองให้พูดประโยคธรรมดาสักประโยค แล้วฟังทั้ง “ความชัด” และ “ความหมาย” เพราะคนเป็น Stroke บางคนไม่ได้พูดอ้อแอ้เลยครับ เขาพูดชัด แต่สมองเลือกคำผิด
4.มือไม่ถนัด เขียนหนังสือไม่ได้ หรือชาครึ่งตัว แม้ยังยกแขนได้
Stroke ไม่จำเป็นต้องทำให้แขนตกทั้งข้างครับ ถ้าบริเวณสมองที่เสียหายมีขนาดเล็กหรืออยู่ในตำแหน่งเฉพาะ อาการอาจเกิดแค่บางส่วน เช่น มือข้างหนึ่งเริ่มไม่ถนัดทันที ถือช้อนแล้วหลุด
ติดกระดุมไม่ได้ หยิบเหรียญไม่ขึ้น ลายมือเปลี่ยน เท้าข้างหนึ่งลาก หรือชาครึ่งหน้า ครึ่งแขน หรือครึ่งตัว บางคนลองยกแขนแล้วก็ยังยกได้ จึงคิดว่าไม่ใช่ Stroke
แต่ถ้าเมื่อเช้ายังใช้มือได้ปกติ แล้วอยู่ดี ๆ นิ้วไม่ฟังคำสั่ง แบบนี้ถือเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทครับ ผมอยากให้ดูสองคำคือ “ข้างเดียว” และ “เกิดกะทันหัน” ถ้ามีสองอย่างนี้พร้อมกัน น้ำหนักของความสงสัยเรื่อง Stroke จะมากขึ้นมากครับ
5.อยู่ดี ๆ สับสน หรือทำเรื่องง่าย ๆ ที่เคยทำเป็นไม่ได้
อันนี้คนมักโยนให้คำว่า “แก่แล้วหลง” ครับ แต่ความจำเสื่อมโดยทั่วไปจะค่อย ๆ เปลี่ยนในช่วงหลายเดือนหรือหลายปี
Stroke สามารถทำให้คนที่เมื่อกี้ยังปกติ เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนภายในเวลาไม่นาน เช่น อยู่ดี ๆ ใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมไม่เป็น ทำอาหารที่เคยทำประจำแล้วจำขั้นตอนไม่ได้ ตอบคำถามไม่ตรง ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือเริ่มมีพฤติกรรมผิดจากปกติอย่างเห็นได้ชัด
อีกอาการหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ สมองเหมือน “ไม่สนใจโลกด้านหนึ่ง” ตัวอย่างเช่น เวลากินข้าว กินแต่ของทางขวาของจาน แล้วเหลืออาหารฝั่งซ้ายไว้ทั้งหมด เวลาเดินก็ชนของทางซ้ายซ้ำ ๆ หรือแต่งหน้าครึ่งเดียว ไม่ได้แปลว่าตาข้างนั้นบอดเสมอไปครับ แต่สมองไม่รับรู้พื้นที่ด้านนั้นเหมือนเดิม นี่เป็นอาการทางสมองที่ครอบครัวอาจสังเกตเห็นก่อนเจ้าตัวเสียอีก
6.ปวดหัวรุนแรงมากแบบไม่เคยเป็น ร่วมกับอาเจียน ซึม หรือคอแข็ง
Stroke มีทั้งชนิดหลอดเลือดอุดตันและหลอดเลือดแตกครับ ถ้าเป็นเลือดออกในสมอง อาการบางคนจะต่างออกไป เช่น อยู่ดี ๆ ปวดศีรษะรุนแรงมากแบบพุ่งขึ้นทันที
บางคนอธิบายว่า “ปวดที่สุดในชีวิต” และอาจมีอาการร่วมอย่าง อาเจียน คอแข็ง มองเห็นผิดปกติ แขนขาอ่อนแรง เดินเซ สับสน ชัก ง่วงผิดปกติ หรือหมดสติ อาการแบบนี้ต้องรีบประเมินครับ
ขณะเดียวกัน Stroke จากหลอดเลือดอุดตันจำนวนมาก ไม่ได้ปวดหัวเลย ฉะนั้น อย่าใช้คำว่า “ไม่ปวดหัวก็คงไม่ใช่ Stroke” เป็นตัวตัดสินครับ จุดสำคัญคือ Stroke มักมาแบบ “เปลี่ยนทันที”
เรื่องนี้ผมอยากให้จำมากกว่าอาการทั้ง 6 ข้ออีกครับ ถ้าคนที่เราอยู่ด้วยมีอะไรเปลี่ยนแบบกะทันหัน เดินไม่เหมือนเดิม พูดไม่เหมือนเดิม มองไม่เหมือนเดิม มือไม่เหมือนเดิม เข้าใจอะไรไม่เหมือนเดิม ให้คิดเรื่อง Stroke ไว้ก่อน
หลักจำง่าย ๆ คือ BE-FAST
- B – Balance เดินเซ ทรงตัวไม่ได้
- E – Eyes การมองเห็นเปลี่ยน
- F – Face หน้าเบี้ยว
- A – Arm แขนขาอ่อนแรงหรือชา
- S – Speech พูดผิด พูดไม่ชัด หรือฟังไม่เข้าใจ
- T – Time รีบไปโรงพยาบาลและจำเวลาที่เริ่มมีอาการ
เพราะสิ่งที่เสียไปทุกนาทีไม่ใช่แค่เวลา แต่มันคือเนื้อสมองครับ
แล้วถ้าเป็นแค่ 5–10 นาทีแล้วหายล่ะ? อันนี้ก็อย่าชะล่าใจครับ บางคนแขนชา พูดไม่ออก หรือมองเห็นผิดปกติอยู่ 10 นาที แล้วกลับมาเหมือนเดิมทุกอย่าง ลักษณะนี้อาจเป็น ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว หรือ TIA เปรียบเหมือนมีไฟเตือนขึ้นบนหน้าปัดรถแล้วดับไปเองครับ ไฟดับไม่ได้แปลว่าเครื่องยนต์ไม่มีปัญหา
TIA เป็นสัญญาณเตือนว่าเลือดไปเลี้ยงสมองเคยสะดุดแล้ว และช่วงหลังจากนั้นมีความเสี่ยงเกิด Stroke ตามมาได้ ดังนั้นต่อให้อาการหายหมดแล้ว ก็ควรประเมินเร็วครับ
ถ้าสงสัย Stroke ให้ทำอะไร?
- จำเวลาที่เริ่มมีอาการ หรือเวลาที่เห็นว่าปกติครั้งสุดท้ายให้ได้ เพราะข้อมูลนี้สำคัญต่อการรักษา
- รีบขอความช่วยเหลือและไปโรงพยาบาล อย่ารอว่าจะดีขึ้นเองหลังนอนพัก
- อย่าให้เดินเองถ้าทรงตัวไม่ดี เพราะมีโอกาสล้มและบาดเจ็บเพิ่ม
- ถ้ากลืนผิดปกติ อย่าฝืนป้อนอาหารหรือน้ำ เพราะอาจสำลักเข้าปอด
- ถ้าอาการหายก่อนถึงโรงพยาบาล ก็ยังควรไปต่อ เพราะอาจเป็น TIA ได้ครับ
ใครควรยิ่งจำอาการเหล่านี้ให้แม่น?
โดยเฉพาะคนที่มีความดันสูง เบาหวาน LDL สูง สูบบุหรี่ โรคหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด เคยมี TIA หรือ Stroke หรือมีโรคหลอดเลือดอยู่แล้ว
ความดันสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญมากของ Stroke ครับ ดังนั้นการป้องกัน Stroke ไม่ได้เริ่มตอนหน้าเบี้ยว มันเริ่มจากวันที่เรายังคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน การสูบบุหรี่ การออกกำลัง และน้ำหนักได้อยู่
Stroke ไม่ได้มีแค่หน้าเบี้ยว แขนตก และพูดไม่ชัด 6 อาการที่อยากให้จำ คือ
- เดินเซหรือทรงตัวไม่ได้ทันที
- มองเห็นภาพซ้อนหรือลานสายตาหาย
- พูดชัดแต่ใช้คำผิดหรือฟังภาษาไม่เข้าใจ
- มือไม่ถนัด ชา หรืออ่อนแรงเพียงบางส่วน
- สับสนหรือทำสิ่งที่เคยทำเป็นไม่ได้กะทันหัน
- ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติร่วมกับอาการทางสมอง
แต่สิ่งสำคัญกว่าการท่องอาการ คือ คำว่า “เมื่อกี้ยังปกติ แล้วจู่ ๆ ไม่เหมือนเดิม” ถ้าเกิดแบบนี้ ผมอยากให้คิดถึง Stroke ก่อนครับ
อย่ารอให้หน้าเบี้ยวครบสูตร อย่ารอให้แขนตกทั้งข้าง และอย่าคิดว่าอาการหายแล้วเรื่องจบ เพราะโรคหลอดเลือดสมอง การรู้เร็วและไปเร็วมีความหมายต่อสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งครับ คือการรักษาความสามารถของสมองเอาไว้ให้มากที่สุด
ที่มา : หมอเจด