หมอเจด เตือนช่วงเช้าเสี่ยงกว่าที่คิด 5อาการไม่ควรปล่อยผ่าน ยิ่งวัย 50+
เตือนอาการเสี่ยงไม่ควรปล่อยผ่าน หมอเจด หรือ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความเตือนเรื่องสุขภาพว่า “ช่วงเช้าเสี่ยงกว่าที่คิด! 5 อาการที่วัย 50+ ไม่ควรปล่อยผ่าน!”
“ช่วงเช้าเป็นช่วงที่หลายคนคิดว่าแค่ “ยังไม่ตื่นดี” ครับ ลุกจากเตียงแล้วหน้ามืด
เดินเข้าห้องน้ำแล้วโคลง ๆ แน่นหน้าอกนิดหน่อย มืออ่อนแรงแปลกๆ ปวดหัวตั้งแต่ตื่น แล้วก็มักปลอบตัวเองว่า “เดี๋ยวก็คงดีขึ้น” , “เมื่อคืนคงนอนไม่พอ” , “อายุมากแล้วก็แบบนี้แหละ” แต่พออายุ 50+ ผมอยากให้ระวังบางอาการมากขึ้นครับ
เพราะช่วงเช้าร่างกายกำลังเปลี่ยนจากโหมดนอนเป็นโหมดทำงาน ทั้งความดัน ชีพจร ฮอร์โมน และการไหลเวียนเลือดกำลังปรับตัว บางอาการจึงเป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่บางอาการอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรรอดูเอง วันนี้ลองเช็กไปพร้อมกันครับ
1. ลุกจากเตียงแล้วหน้ามืด ต้องจับขอบเตียงหรือผนัง
มีใครเป็นแบบนี้ไหมครับ นอนอยู่ดี ๆ พอลุกขึ้นยืน ภาพมืดไปแวบหนึ่ง หูอื้อ
ขาเหมือนเบา ต้องหยุดนิ่งก่อนถึงจะเดินต่อได้ อาการแบบนี้อาจเกิดจากความดันตกเวลาลุกยืน หรือ orthostatic hypotension ครับ
เวลาเราลุกขึ้นเร็ว เลือดส่วนหนึ่งจะไหลลงไปที่ขา ร่างกายต้องรีบหดหลอดเลือดและเพิ่มการเต้นของหัวใจเพื่อส่งเลือดกลับขึ้นสมอง พออายุมากขึ้น ระบบนี้อาจตอบสนองช้าลง โดยเฉพาะถ้า ดื่มน้ำน้อย ใช้ยาความดัน ใช้ยาขับปัสสาวะ ท้องเสีย
กินน้อย หรือมีโรคของระบบประสาทบางชนิด
ถ้าเป็นบ่อย ผมอยากให้ลองเปลี่ยนวิธีลุกครับ ตื่นแล้วนั่งขอบเตียงก่อน 30–60 วินาที ขยับข้อเท้า ห้อยขา แล้วค่อยยืน เพราะสิ่งที่ผมห่วงไม่ใช่แค่หน้ามืด 5 วินาที
แต่คือ 5 วินาทีนั้นเรายืนอยู่ตรงไหน ถ้าอยู่ข้างเตียงยังพอว่า ถ้าอยู่ในห้องน้ำพื้นลื่น หรือกำลังลงบันได เรื่องเล็กอาจกลายเป็นกระดูกหักได้ครับ
2.ตื่นมาแล้วแน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ หรือใจสั่น
อันนี้ผมไม่อยากให้ใช้คำว่า “เดี๋ยวหายเอง” ครับ ถ้าตื่นเช้ามาแล้วมีอาการแน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรมากด จุกขึ้นกราม ไหล่ หรือแขน ร่วมกับเหงื่อออก คลื่นไส้ หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ ต้องคิดถึงหัวใจด้วย โดยเฉพาะคนที่มีเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวโรคหัวใจ คนอายุเยอะและคนเป็นเบาหวานบางรายอาจไม่ได้เจ็บหน้าอกชัดครับ
อาจมาแค่ เหนื่อย แน่น จุก อ่อนแรง หรือรู้สึกว่า “วันนี้ไม่เหมือนเดิม” ถ้าอาการใหม่ ชัด หรือเป็นต่อเนื่อง อย่ารอให้ถึงสายครับ ยิ่งถ้าเจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจไม่ออก หน้ามืด หรือจะเป็นลม ควรประเมินฉุกเฉิน
3.แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว แม้เป็นแค่ไม่กี่นาที
ช่วงเช้าเป็นช่วงที่คนมักเจออาการหลังตื่นแล้วคิดว่า “คงนอนทับแขน” ตรงนี้ต้องแยกให้ดีครับ ถ้าแค่ชาจากนอนทับ พอขยับแล้วค่อย ๆ ดีขึ้นก็พบได้ แต่ถ้าอยู่ดี ๆ
แขนข้างหนึ่งตก ขาข้างหนึ่งไม่มีแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด นึกคำไม่ออก มองเห็นผิดปกติ เดินเซแบบไม่เคยเป็น แม้อาการจะหายไปภายในไม่กี่นาที ก็ไม่ควรชะล่าใจครับ
เพราะอาจเป็น TIA หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อน Stroke ได้ ตรงนี้เวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่ารอว่า “ขอดูอีกสักพัก” ถ้าเป็นอาการทางระบบประสาทแบบเกิดขึ้นฉับพลัน ให้ไปโรงพยาบาลครับ
4.ปวดหัวตอนเช้าแบบใหม่ โดยเฉพาะถ้ารุนแรงกว่าปกติ
ปวดหัวหลังตื่นไม่ได้แปลว่าอันตรายทุกครั้งครับ อาจมาจาก นอนน้อย กัดฟัน
นอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ คอเกร็ง ขาดน้ำ หรือไมเกรน แต่คนอายุ 50+ ถ้ามี “อาการปวดหัวแบบใหม่” ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมอยากให้สังเกตมากขึ้น
เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ปวดจนตื่น มีคลื่นไส้อาเจียน มองเห็นผิดปกติ ปวดขมับร่วมกับเจ็บหนังศีรษะหรือเคี้ยวแล้วปวดกราม หรือปวดหัวรุนแรงทันทีเหมือนฟ้าผ่า
กลุ่มนี้ควรประเมินครับ
อีกเรื่องที่คนมองข้ามคือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ถ้าตื่นมาปวดหัวบ่อย กรนดัง มีคนทักว่าหยุดหายใจเป็นช่วง กลางวันง่วงมาก อันนี้ก็ควรไปตรวจ เพราะภาวะนี้สัมพันธ์กับความดันสูงและความเสี่ยงโรคหัวใจในระยะยาวครับ
5. ตื่นมาแล้วเหนื่อย อ่อนแรง หรือมึนจน “ไม่เหมือนทุกวัน”
อาการนี้กว้างครับ แต่สำคัญหลายคนจะพูดว่า “เช้านี้แปลก ๆ ไม่มีแรงเลย”
แล้วก็ฝืนทำงานต่อ จริง ๆ ความอ่อนแรงตอนเช้าอาจมาจากหลายอย่าง นอนน้อย
น้ำตาลต่ำ น้ำตาลสูง ขาดน้ำ ซีด ติดเชื้อ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันต่ำ หรือยาบางชนิด ถ้าเป็นครั้งเดียวแล้วดีขึ้นหลังพัก กินอาหาร หรือดื่มน้ำ อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเกิดซ้ำ โดยเฉพาะร่วมกับใจสั่น หน้ามืด เหงื่อออก มือสั่น หอบ หรือสับสน ผมอยากให้เช็กครับ
ถ้ามีเบาหวานและใช้ยาหรืออินซูลิน ลองวัดน้ำตาลตอนมีอาการ ถ้ามีเครื่องวัดความดัน วัดตอนนั่งพักแล้วด้วย อย่าพยายามเดาว่าเป็นเพราะ “อายุ” บางครั้งตัวเลขช่วยเราแยกได้เยอะครับ
แล้วคนวัย 50+ ควรทำอะไรตอนเช้าให้ปลอดภัยขึ้น?
ลองใช้ 5 นาทีแรกหลังตื่นให้ช้าลงครับ
• อย่าเด้งตัวลุกจากเตียงทันที
• นั่งก่อน แล้วค่อยยืน
• ดื่มน้ำพอเหมาะ โดยเฉพาะคนที่ดื่มน้ำน้อย
• ถ้ามียาประจำ กินตามแพทย์สั่ง ไม่ปรับเอง
• ถ้ามีอาการแปลก ๆ อย่าฝืนอาบน้ำ ขับรถ หรือเดินลงบันไดทันที
• ถ้ามีเบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจ ควรรู้ “ค่าปกติของตัวเอง” ไว้บ้าง
ผมอยากให้มองช่วงเช้าเป็นเหมือนตอนเครื่องยนต์เพิ่งสตาร์ตครับ ไม่ต้องรีบเหยียบคันเร่งเต็มที่ตั้งแต่วินาทีแรก วัย 50+ ตื่นมาแล้ว หน้ามืด แน่นหน้าอก แขนขาอ่อนแรง ปวดหัวแบบใหม่ หรืออ่อนแรงผิดปกติ อย่ารีบคิดว่า “แก่แล้วก็เป็นแบบนี้” ครับ
สิ่งสำคัญคือดูว่าอาการนั้น ใหม่ไหม รุนแรงไหม เกิดฉับพลันไหม และมีอาการอื่นร่วมไหม บางอย่างแก้ได้ง่ายแค่ลุกช้าลง ดื่มน้ำให้พอ หรือนอนให้ดีขึ้น แต่บางอย่างคือสัญญาณที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะการรู้เร็วไม่ได้ทำให้เรากลัวมากขึ้นครับ
มันทำให้เรามีโอกาสจัดการได้เร็วขึ้น และสำหรับวัย 50+ ผมว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่ “ตื่นมาแล้วไม่เจ็บ” แต่คือ ตื่นมาแล้วเดินได้มั่นคง คิดได้ชัด ทำกิจวัตรเองได้ และใช้ชีวิตต่อได้อย่างมั่นใจครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ”
ที่มา หมอเจด