หมอเจด ไขข้อสงสัย ทำไมอายุแค่ 30 กว่า คลำไม่เจอก้อน แต่เป็น “มะเร็งเต้านม” เช็กอาการเสี่ยงต้องระวัง ย้ำ อย่าคิดว่ายังเด็กอยู่คงไม่เป็น

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม โดยระบุว่า อายุแค่ 30 กว่า ไม่มีก้อน ไม่มีอาการ! ทำไมถึงเจอ “มะเร็งเต้านม” ได้

อายุ 32 สุขภาพโดยรวมก็ดี ไม่ได้คลำเจอก้อน ไม่มีใครในบ้านเป็นมะเร็งเต้านม ไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่า “ฉันน่าจะเสี่ยง”

หลายคนก็คงคิดเหมือนกันครับว่า “อายุแค่นี้ ไม่น่าใช่มะเร็งหรอก” และนี่คือสิ่งที่ทำให้มะเร็งเต้านมในผู้หญิงอายุน้อยน่าคิด เพราะมันไม่ได้เดินเข้ามาพร้อมป้ายว่า “ฉันคือคนความเสี่ยงสูง” บางคนไม่มีประวัติครอบครัว บางคนใช้ชีวิตปกติ บางคนไม่มีอาการเจ็บ บางคนยังคลำไม่เจอก้อนด้วยซ้ำ แต่เซลล์ผิดปกติสามารถเริ่มเปลี่ยนแปลงอยู่ข้างในก่อนที่เจ้าตัวจะรู้สึกอะไรครับ

วันนี้ผมเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจว่า ทำไมอายุเพียง 30 กว่า ก็ยังเป็นมะเร็งเต้านมได้ และเราควรสังเกตอะไรโดยไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัว

1.อายุยังน้อย ไม่ได้แปลว่าเซลล์จะผิดปกติไม่ได้

เรื่องนี้ต้องเริ่มจากความจริงข้อหนึ่งก่อนครับ อายุที่มากขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งเต้านมจริง ผู้หญิงวัย 50–60 ย่อมมีความเสี่ยงโดยรวมมากกว่าวัย 30 แต่คำว่า “ความเสี่ยงน้อยกว่า” กับ “ไม่มีโอกาสเกิด” เป็นคนละเรื่องกัน

มะเร็งเริ่มจากเซลล์บางเซลล์เกิดความผิดปกติของสารพันธุกรรม แล้วค่อย ๆ หลุดจากระบบควบคุมการแบ่งตัวของร่างกาย ความผิดปกติเหล่านี้เกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน บางส่วนมาจากพันธุกรรมที่ได้รับมา บางส่วนเกิดขึ้นภายหลังในเซลล์ บางส่วนสัมพันธ์กับฮอร์โมน อายุ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม และในหลายคน

เราไม่สามารถชี้นิ้วได้ด้วยซ้ำว่า “เกิดเพราะสิ่งนี้แน่นอน” นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงที่ดูไม่มีปัจจัยเสี่ยงเด่น ๆ ก็ยังสามารถเป็นได้ครับ

2.ไม่มีประวัติครอบครัว ก็ยังเป็นได้

อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผมเจอบ่อยมาก “บ้านไม่มีใครเป็นเลย หนูคงไม่เสี่ยง” ประวัติครอบครัวสำคัญครับ โดยเฉพาะถ้ามีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่อายุน้อย หรือพบหลายคนในครอบครัว
พันธุกรรมอย่าง BRCA1, BRCA2 และยีนบางตัวสามารถเพิ่มความเสี่ยงได้มากจริง

แต่ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมจำนวนมาก ไม่ได้มีประวัติครอบครัวชัดเจน เพราะมะเร็งเต้านมไม่ได้เกิดจากยีนถ่ายทอดอย่างเดียว ดังนั้น การไม่มีญาติเป็นมะเร็ง เป็นเรื่องดีในแง่ความเสี่ยงครับ แต่ไม่ได้เป็นใบรับรองว่า “เราไม่มีวันเป็น”

ตรงนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะคนอายุน้อยที่เจอความผิดปกติแล้วลังเลจะไปตรวจ เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีกรรมพันธุ์

3.มะเร็งเต้านมระยะแรก อาจยังไม่มีก้อนให้คลำ

หลายคนรอคำว่า “ก้อน” ครับ อาบน้ำก็คลำ เปลี่ยนเสื้อก็คลำ ถ้ายังไม่เจอ ก็คิดว่าน่าจะปกติ แต่ก้อนที่มือเราคลำได้ ต้องมีขนาดและตำแหน่งที่เหมาะพอสมควรครับ

ความผิดปกติบางชนิดอาจยังเล็ก อยู่ลึก อยู่ในบริเวณที่คลำยาก หรือแสดงออกด้วยการเปลี่ยนแปลงแบบอื่นก่อน ฉะนั้น มะเร็งเต้านมไม่ได้มีอาการเดียวว่า “คลำเจอก้อน”

สิ่งที่อยากให้สังเกตด้วย คือ หัวนมบุ๋มลงใหม่ ผิวเต้านมบุ๋มหรือรั้ง ผิวหนาหรือคล้ายผิวส้ม มีของเหลวหรือเลือดออกจากหัวนม รูปร่างเต้านมข้างหนึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม มีต่อมน้ำเหลืองรักแร้โต หรือมีบริเวณแข็งผิดปกติที่ไม่เหมือนเนื้อเต้านมเดิม

บางอย่างอาจเกิดจากโรคที่ไม่ใช่มะเร็งครับ แต่ถ้าเป็นของใหม่และไม่หาย ควรตรวจให้ชัดมากกว่ารอดูเองนาน ๆ

4.ผู้หญิงอายุน้อยมักมีเนื้อเต้านมหนาแน่น ทำให้ “ตรวจด้วยมืออย่างเดียว” ยากขึ้น

เต้านมของผู้หญิงอายุน้อยมักมีสัดส่วนของเนื้อเยื่อต่อมและพังผืดมากกว่าไขมัน เราเรียกว่า dense breast หรือเต้านมหนาแน่น

ลองนึกภาพเหมือนพยายามหาก้อนเล็ก ๆ อยู่ในถุงที่ข้างในแน่นอยู่แล้วครับ บางครั้งคลำยากกว่าคนที่เนื้อเต้านมนิ่มกว่า และความหนาแน่นของเต้านมยังมีผลต่อการเลือกวิธีตรวจด้วย

ในผู้หญิงอายุน้อยที่มีก้อนหรือความผิดปกติ แพทย์อาจเลือกใช้อัลตราซาวนด์ร่วมด้วยตามสถานการณ์ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรู้จัก “ความปกติของเต้านมตัวเอง” ถึงสำคัญครับ

ไม่ต้องคลำหาโรคทุกวันจนเครียด แต่ควรรู้คร่าว ๆ ว่าปกติเต้านมเราเป็นอย่างไร เพื่อให้รู้ว่าเมื่อไรมีอะไร “เปลี่ยนไป”

5.คำว่า “ไม่มี Risk Factor” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงเหลืออยู่เลย

มนุษย์ชอบความแน่นอนครับ เราอยากรู้ว่า สูบบุหรี่ = เสี่ยง มีกรรมพันธุ์ = เสี่ยง อ้วน = เสี่ยง แล้วถ้าไม่มีครบทุกอย่าง เราก็อยากสรุปว่า “ปลอดภัย”

แต่ชีววิทยาไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ ปัจจัยเสี่ยง คือ สิ่งที่ทำให้โอกาสเกิดโรคมากขึ้น มันไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ต้องมีครบก่อนมะเร็งถึงจะเกิด บางคนมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างแต่ไม่เคยเป็น บางคนแทบไม่มีปัจจัยเด่นเลยแต่กลับพบโรค

ตรงนี้ผมอยากให้เข้าใจเพราะมันช่วยให้เราไม่โทษตัวเองด้วยครับ คนที่เป็นมะเร็งไม่ได้หมายความว่าต้อง “ทำอะไรผิด” เสมอไป บางครั้งโรคเกิดจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่างประกอบกัน

สิ่งที่เราคุมได้ คือ รู้จักสัญญาณ ตรวจเมื่อมีความผิดปกติ และคัดกรองตามความเสี่ยงของตัวเองครับ

6.คนอายุ 30 ไม่จำเป็นต้องไปตรวจแมมโมแกรมทุกคน แต่ต้องรู้ว่า “ตัวเองอยู่กลุ่มไหน”

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะพออ่านเรื่องมะเร็งแล้ว หลายคนจะเริ่มอยากตรวจทุกอย่างทันที สำหรับผู้หญิงอายุ 30 ที่ความเสี่ยงทั่วไปและไม่มีอาการ ยังไม่ได้หมายความว่าต้องทำแมมโมแกรมทุกปีครับ การคัดกรองประจำในคนความเสี่ยงทั่วไปมักเริ่มในวัยที่มากกว่านี้

แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวชัด มีญาติเป็นมะเร็งอายุน้อย มียีนที่เพิ่มความเสี่ยง หรือเคยได้รับรังสีบริเวณทรวงอกตั้งแต่อายุน้อย แผนตรวจอาจเริ่มเร็วขึ้นและใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

ส่วนคนที่มี “อาการหรือความผิดปกติ” นี่อีกเรื่องหนึ่งครับ อายุไม่ควรเป็นเหตุผลให้เลื่อนการตรวจออกไป ถ้ามีก้อนใหม่ รูปร่างเปลี่ยน หัวนมเปลี่ยน มีเลือดออก ผิวหนังผิดปกติ หรือมีต่อมน้ำเหลืองโต ไปตรวจได้เลยครับ

การตรวจเพราะมีอาการ กับการตรวจคัดกรองในคนไม่มีอาการ เป็นคนละเรื่องกัน

สิ่งที่ผมอยากให้ผู้หญิงวัย 20–30 ทำ ไม่ใช่ “กลัวมะเร็ง” แต่ให้รู้จักร่างกายตัวเอง ลองสังเกตเต้านมตัวเองเวลาอาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าครับ ไม่ต้องจับทุกวัน ไม่ต้องกดแรง ไม่ต้องกลัวทุกจุดที่ไม่เรียบ แค่รู้ว่าโดยปกติรูปร่างเป็นอย่างไร สองข้างต่างกันแบบไหน ช่วงก่อนประจำเดือนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แล้วถ้าวันหนึ่งมีของใหม่ที่ต่างจากเดิมชัดเจนและไม่หาย ก็ไปให้แพทย์ตรวจครับ

โดยเฉพาะอาการอย่าง

  • ก้อนหรือบริเวณแข็งที่เกิดขึ้นใหม่
  • ผิวเต้านมบุ๋ม รั้ง หรือคล้ายผิวส้ม
  • หัวนมบุ๋มลงใหม่ หรือรูปร่างหัวนมเปลี่ยน
  • มีเลือดหรือของเหลวผิดปกติออกจากหัวนม
  • เต้านมข้างหนึ่งบวม แดง หรือรูปร่างเปลี่ยนชัด
  • ต่อมน้ำเหลืองรักแร้โตโดยหาสาเหตุไม่ได้

ไม่ได้หมายความว่าเจอแล้วต้องเป็นมะเร็งครับ แต่มันเป็นเหตุผลที่ดีพอจะ “ตรวจให้รู้” มากกว่าเดาเอง อายุ 30 กว่า ไม่มีประวัติครอบครัว ไม่มีก้อน ไม่มีอาการ ทั้งหมดนี้ทำให้ความเสี่ยงอาจต่ำลงในบางด้าน แต่ไม่ได้ทำให้มะเร็งเต้านมเป็นศูนย์ครับ

สิ่งที่น่าคิดที่สุด คือ โรคบางอย่างเริ่มต้นเงียบมาก ในวันที่เรายังไปทำงาน ยังเลี้ยงลูก ยังออกกำลัง ยังหัวเราะ และยังรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดีทุกอย่าง

เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตโดยกลัวว่ามะเร็งจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ควรให้เกียรติสัญญาณเล็ก ๆ ของร่างกายครับ ถ้ามีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม อย่าใช้คำว่า “เรายังเด็กอยู่ คงไม่ใช่หรอก” เป็นเหตุผลในการเลื่อนการตรวจ อายุช่วยบอกความเสี่ยงได้ แต่ร่างกายของเราเป็นคนบอกว่า เมื่อไรควรไปเช็กให้แน่ใจ

ที่มา : หมอเจด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน